ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ ขณะเดียวกัน คนเจน Z จำนวนมากหันไปเรียนสายอาชีวะหรือสถาบันฝึกวิชาชีพ แทนการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ผลสำรวจในสหรัฐพบว่า คนในอาชีพพยาบาล ทันตแพทย์ และช่างต่างๆ ยังเชื่อว่า พวกเขาได้รับผลกระทบจากเอไอน้อยกว่าพนักงานออฟฟิศ ขณะที่พ่อแม่ที่ทำงานสายเทค ก็กำลังพิจารณาทางเลือกอาชีพให้กับลูกๆ ที่แตกต่างไปจากอาชีพของพ่อแม่
Careerminds บริษัทผู้ให้บริการเกี่ยวกับการบริหารจัดการบุคลากรในสหรัฐ ทำสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานมากกว่า 3,000 คน ที่ระบุว่า ยังมีความสุขในการทำงานและรู้สึกมั่นคงกับงานในปัจจุบัน โดยสอบถามถึงความกังวลว่า เอไออาจเข้ามาแทนที่หรือส่งผลกระทบต่องานของพวกเขาอย่างไร
ผลสำรวจพบว่า พยาบาล เป็นกลุ่มอาชีพที่ระบุว่า มีความมั่นใจมากที่สุดเกี่ยวกับอนาคตการทำงานของตัวเองในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยร้อยละ 81 บอกว่า รู้สึกมั่นคงกับอาชีพพยาบาลอย่างมากหรือค่อนข้างมาก รองลงมาคือ ช่างเทคนิคระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ ร้อยละ 80 ส่วนช่างไฟฟ้า ทันตแพทย์ และช่างซ่อมรถยนต์ มีสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 78
ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 40 ของผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า พวกเขายอมลดเงินเดือนของตัวเองลงในวันนี้ เพื่อแลกกับหลักประกันว่างานที่ทำจะไม่มีวันถูกเอไอเข้ามาแทนที่ ชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงในการทำงานมีความสำคัญไม่แพ้รายได้
ขณะที่งานในออฟฟิศ หรือพนักงานปกขาว ผลสำรวจพบว่า เริ่มไม่ใช่งานในฝันของคนจำนวนมากเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าร้อยละ 75 รู้สึกเห็นใจคนที่ทำงานออฟฟิศในสาขาอาชีพซึ่งเสี่ยงต่อการถูกเอไอเข้ามาแทนที่
การสำรวจพบด้วยว่า การเลือกอาชีพในอนาคตของลูกๆ ระหว่าง “ช่างไฟฟ้า” กับ “นักพัฒนาซอฟต์แวร์” ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 62 ระบุว่า เลือกให้ลูกเป็นช่างไฟฟ้า ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทางมากกว่า
ศาสตราจารย์แคที ชิลตัน จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ซึ่งทำวิจัยและสอนทางด้านเทคโนโลยี กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากพ่อแม่ที่ทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อสำรวจว่า พ่อแม่เหล่านี้พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับอนาคตการทำงานของลูกๆ อย่างไร
ศาสตราจารย์แคทีพบว่า พ่อแม่กลุ่มดังกล่าวไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ลูกจะประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมเดียวกับพ่อแม่ รวมถึงไม่ห้ามหากลูกจะเลือกเส้นทางอาชีพนี้ แต่ก็กำลังพิจารณาทางเลือกอาชีพอื่นๆให้กับลูกด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า งานใช้แรงงานทักษะฝีมือเป็นหนึ่งในอาชีพที่ลูกๆ ของพวกเขาอาจทำได้อย่างจริงจัง
ขณะที่ คนเจน Z ซึ่งขึ้นชื่อว่า ให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน และกำลังหาทางเพิ่มความมั่นคงในอาชีพของพวกเขาในยุคเอไอมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ คนเจน Z จำนวนไม่น้อย เริ่มหันไปทำงานในอาชีพที่ใช้ทักษะฝีมือและงานช่าง แทนอาชีพที่อยู่หน้าจอ โรงเรียนอาชีวศึกษาและสถาบันฝึกวิชาชีพก็กำลังมีผู้สมัครเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะคนเจน Z ด้วยเหตุผลความกังวลถึงผลกระทบจากเอไอ และมองว่าอาชีพสายช่างฝีมือมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตน้อยกว่างานในออฟฟิศ
สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐ ที่ระบุว่า การจ้างงานช่างเทคนิคระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ ช่างไฟฟ้า และช่างประปา จะเติบโตมากขึ้นในช่วงหลายปีจากนี้
ศาสตราจารย์แคทีเสนอว่า คนรุ่นใหม่ปัจจุบัน หรือเยาวชนที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจต้องพิจารณาอาชีพพยาบาลด้วย เพราะงานในภาคการดูแลสุขภาพเป็นกลุ่มงานที่คาดว่าจะเติบโตมากที่สุด และมีแนวโน้มที่จะถูกเอไอเข้ามาทำหน้าที่แทนได้น้อยกว่างานอีกหลายประเภท
ศาสตราจารย์แคทีบอกว่า เอไอไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่คนซึ่งเป็นพ่อแม่มีความวิตกกังวล เพราะนอกจากเอไอ ยังเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิง และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอาชีพของคนในปัจจุบัน และจะส่งผลต่อรูปแบบงานในอนาคตของคนรุ่นลูก แต่สิ่งที่พ่อแม่ยังไม่รู้ก็คือ เมื่อลูกเติบโตจนถึงวัยเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว โลกของการทำงานจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
ศาสตราจารย์แคทีมองว่า ความพยายามของพ่อแม่ในการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคต คือ การสอนให้ลูกปรับตัวได้รวดเร็วและเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และมีทักษะที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น