Skip to main content


พันธุ์อาจ ชัยรัตน์



วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมไปทำหน้าที่ดำเนินรายการในวงเสวนา “CNX INVESTMENT POTENTIAL: PRESENT AND FUTURE” ภายใต้เวที Chiang Mai Investment Hub Dialogue: Investor Talk 2026 ที่ RatiLanna Riverside Spa Resort หลายท่านอาจคิดว่านี่เป็นเวทีคุยเรื่องศักยภาพการลงทุนแบบที่ฟังกันมาหลายครั้ง มีตัวเลข มีนโยบาย มีคำสวยๆ เกี่ยวกับอนาคตของเชียงใหม่ แต่คำถามที่ผมเลือกถามวิทยากรมันไม่ใช่แบบนั้น

คุณสมิต ทวีเลิศนิธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ตอบคำถามเรื่องการ “Repackage” เชียงใหม่เพื่อดึงการลงทุนรอบใหม่ คุณสมิตไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสิทธิประโยชน์ภาษี การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน หรือการไปโรดโชว์เชิญนักลงทุนแบบเดิมๆ แต่พูดว่า เชียงใหม่ควรตั้งเป้าให้ไกลกว่านั้น คือ การเป็น “เมืองสำนักงานใหญ่” แล้วก็พูดถึงการขยับความสัมพันธ์กับออสตินในกรอบเมืองพี่เมืองน้องตามที่พูดกันบนเวที

คำว่า “เมืองสำนักงานใหญ่” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงตึกสำนักงานสวยๆ สักตึก หรือการมีโลโก้บริษัทชื่อดังมาติดอยู่บนอาคารใจกลางเมือง แต่หมายถึง การที่เมืองกลายเป็นฐานตัดสินใจ ฐานจ้างงาน ฐานนวัตกรรม และฐานเชื่อมโยงธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ หรืออย่างน้อยก็บริษัทระดับภูมิภาค ถ้าเมืองหนึ่งเป็นแค่ที่ท่องเที่ยว คนมาพักไม่กี่วันแล้วกลับ เมืองนั้นได้เงิน แต่ไม่ได้ฐานเศรษฐกิจระยะยาว 

ถ้าเมืองหนึ่งเป็นแค่ที่ทำงานชั่วคราวของ digital nomad เมืองนั้นได้บรรยากาศ แต่อาจไม่ได้โครงสร้างอาชีพที่มั่นคง ถ้าเมืองหนึ่งอยากเป็นเมืองสำนักงานใหญ่ เมืองนั้นต้องทำให้บริษัทเชื่อว่า ที่นี่มีคนที่เขาจะจ้างได้จริง มีระบบที่ธุรกิจจะเติบโตได้จริง และมีคุณภาพชีวิตที่ทำให้คนเก่งยอมย้ายชีวิตมาอยู่ได้จริง

ผมนั่งฟังคำตอบของคุณสมิต ที่พูดถึง HQ2 มันเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน เรื่องที่ชื่ออาจฟังเหมือนเก่าแล้ว แต่บทเรียนยังสดมากสำหรับเมืองที่ยังอยากรู้ว่าจะขายอะไรให้บริษัทระดับโลก

เดือนกันยายน ปี 2017 Amazon ประกาศว่า จะหาที่ตั้งสำนักงานใหญ่แห่งที่สอง หรือ HQ2 พนักงานประมาณ 5 หมื่นคน การลงทุนและการจ้างงานรวมกันระดับ 5 พันล้านดอลลาร์ในระยะยาว สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เหมือนการดึงดูดการลงทุนทั่วไปคือ Amazon ไม่ได้เดินสายไปเชิญเมืองนั้นเมืองนี้ แต่ประกาศให้เมืองต่างๆ ยื่นข้อเสนอเข้ามาแข่งกัน ผลคือ มีเมืองในอเมริกาเหนือส่งข้อเสนอเข้ามาเกิน 200 เมือง

ลองนึกภาพตามนะครับ เมืองหลายร้อยแห่งต้องเขียนแผนตัวเองว่า ทำไม Amazon ควรเลือกฉัน เมืองไหนมีสนามบินดี เมืองไหนมีมหาวิทยาลัยผลิตคน เมืองไหนมีระบบขนส่งมวลชน เมืองไหนมีคุณภาพชีวิต เมืองไหนมีกฎกติกาเอื้อต่อการทำธุรกิจ เมืองไหนมีที่ดินพร้อม เมืองไหนมีแรงงานทักษะสูง และเมืองไหนกล้าเสนออะไรที่มากกว่าการลดภาษี

มันเป็นการกลับหัวของอำนาจต่อรอง จากเดิมที่เมืองต้องไปเชิญนักลงทุน คราวนี้เมืองต้องพิสูจน์ตัวเองว่าพร้อมพอหรือยัง และคำถามก็ไม่ใช่แค่ “คุณจะลดภาษีให้ผมเท่าไร” แต่กลายเป็น “เมืองคุณมีคนที่ผมจะจ้างได้จริงไหม” “คนของเขาจะย้ายมาอยู่ได้ไหม” “ระบบนิเวศรอบข้างรองรับการเติบโตหรือเปล่า” และ “ชุมชนจะยอมรับการเข้ามาของบริษัทใหญ่แค่ไหน”

นิวยอร์กซิตี เกือบจะเป็นตัวอย่างของเมืองที่มีทุกอย่าง ตลาดแรงงานใหญ่ แบรนด์เมืองแข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานครบ มหาวิทยาลัยเยอะ ภาคการเงิน สื่อ เทคโนโลยี และบริการวิชาชีพครบวงจร รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐนิวยอร์กเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ Amazon ราว 3 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่รายงานกันอยู่ในช่วงราว 2.8 ถึง 3 พันล้านดอลลาร์ แต่สุดท้ายดีลนี้ก็ไม่เกิดขึ้น

เหตุผลไม่ใช่เพราะ Amazon เปลี่ยนใจ แต่เพราะคนในนิวยอร์กเองไม่ยอมรับ โดยเฉพาะในย่าน Queens ที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่ตั้งสำนักงาน นักการเมืองท้องถิ่นและชุมชนตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐต้องเอาเงินภาษีจำนวนมหาศาลไปให้บริษัทที่รวยที่สุดในโลก ขณะที่โรงเรียนยังขาดงบ รถไฟใต้ดินยังทรุดโทรม ค่าเช่าบ้านสูงจนคนเดิมแทบอยู่ไม่ได้ และพื้นที่โดยรอบมีแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นย่านราคาแพงที่คนทำงานธรรมดาเข้าไม่ถึง

บทเรียนจากนิวยอร์กสำหรับผมมันมากกว่าเรื่องการเมือง หรือเรื่องการต่อต้านทุนใหญ่ แต่มันคือเรื่องพื้นฐานมากว่า เมกะโปรเจกต์ที่คนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของ จะสวยแค่ไหนก็ไปไม่รอด ถ้าคนในเมืองมองว่า การมาของบริษัทใหญ่คือ เรื่องของคนรวยกับนักการเมือง ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง โปรเจกต์นั้นจะเปราะบางทันทีที่เจอแรงต้าน

คนที่ได้ไปจริงๆ คือพื้นที่แถบอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งภายหลังรู้จักกันในชื่อ National Landing เวอร์จิเนียไม่ได้ชนะใจเอกชนเพราะมีชื่อชั้นดังเท่านิวยอร์ก และไม่ได้ชนะเพราะเสนอเงินอุดหนุนสูงที่สุด แต่ชนะเพราะเสนอระบบที่บริษัทเทคฯ ต้องการมากที่สุด นั่นคือ ระบบผลิตคน

รัฐเวอร์จิเนียให้คำมั่นว่าจะลงทุนสร้างวิทยาเขตนวัตกรรมของ Virginia Tech ในพื้นที่ งบลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์ เพื่อผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีป้อนตลาดโดยตรง พร้อมกับการยกระดับการศึกษาสาย STEM และลงทุนในระบบขนส่งมวลชน เงินอุดหนุนที่ให้กับ Amazon ก็ไม่ได้ให้เปล่าแบบเดิม แต่ผูกกับผลการสร้างงานจริง หมายความว่าเมืองไม่ได้แค่ให้เงินเพื่อหวังว่าบริษัทจะมา แล้วค่อยลุ้นว่าจะเกิดการจ้างงานจริงหรือไม่ แต่ผูกเงื่อนไขให้เงินเดินตามผลที่เกิดขึ้นจริง

ตรงนี้ต่างหากคือความต่างที่สำคัญ นิวยอร์กเสนอเงิน เวอร์จิเนียเสนอทางแก้คอขวดของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งคอขวดนั้นไม่ใช่ที่ดิน ไม่ใช่ตึก แต่คือ “คน” บริษัทเทคโนโลยีไม่ได้ขาดทุน ไม่ได้ขาดพื้นที่ แต่ขาดวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ และบุคลากรทักษะสูงในปริมาณที่ต่อเนื่อง ถ้าเมืองไหนตอบได้ว่า “ฉันจะสร้างคนให้คุณได้ ไม่ใช่แค่หาคนที่มีอยู่แล้ว” เมืองนั้นก็มีแต้มต่อทันที

อีกเมืองหนึ่งที่ผมคิดว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้มากคือ "ออสติน" ปี 2021 Tesla ย้ายสำนักงานใหญ่จากแคลิฟอร์เนียมาอยู่ที่ออสติน รัฐเท็กซัส คนมักอธิบายว่าเพราะเท็กซัสไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลในระดับรัฐ ซึ่งเป็นมิตรกับธุรกิจกว่าหลายรัฐ ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ถ้ามีแค่เรื่องภาษี ออสตินคงไม่กลายเป็นแม่เหล็กได้ขนาดนี้

ออสติน มีมหาวิทยาลัยที่ผลิตคนได้จริง มีชุมชนเทคโนโลยีที่หนาแน่น มีต้นทุนชีวิตที่ในเวลานั้นยังถูกกว่า Silicon Valley และมีบรรยากาศเมืองที่ทำให้คนอยากย้ายมาอยู่ ไม่ใช่แค่ต้องมาทำงาน พอผู้เล่นใหญ่เข้ามาหนึ่งราย ผู้เล่นอื่นก็ตามมา เมืองก็ยกระดับตัวเองโดยไม่ต้องมีใครไปเชิญทุกวัน แต่ทุกวันนี้ต้องพูดเหมือนกันว่า ออสตินก็เจอปัญหาของตัวเอง ค่าครองชีพสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำชัดขึ้น และคำถามเรื่องความยั่งยืนของเมืองก็เริ่มดังขึ้น บทเรียนจากออสตินจึงไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้คนมา” แต่รวมถึง “ทำอย่างไรให้คนเดิมยังอยู่ได้” ด้วย

กลับมาที่เชียงใหม่ ผมคิดว่าเราต้องพูดกันตรงๆ เชียงใหม่มีของดีเยอะ วัฒนธรรมลึก มหาวิทยาลัยมีราก ค่าครองชีพยังดึงดูดคนต่างประเทศได้ และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ก็เป็นประตูสู่ภูมิภาค แต่ทั้งหมดนี้ทำให้คนมาเที่ยว มาพัก มาทำงานชั่วคราว ไม่ใช่เหตุผลที่บริษัทหนึ่งจะตัดสินใจตั้งสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานระดับภูมิภาคที่นี่

ถ้าบริษัทระดับ HQ ถามว่า ที่นี่มีวิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล หรือคนทำงานด้านเทคโนโลยีชั้นสูงให้เขากี่คนในรัศมีที่เดินทางถึง มีเที่ยวบินตรงไปตลาดหลักแค่ไหน กฎหมายวีซ่าและภาษีเอื้อต่อการย้ายบุคลากรต่างชาติหรือไม่ มหาวิทยาลัยท้องถิ่นผลิตคนที่เขาต้องการได้จริงหรือเปล่า เราตอบได้ชัดแค่ไหน

การเป็นเมืองสำนักงานใหญ่ ก็ไม่ได้แปลว่า ต้องล่าบริษัทเดียวให้สำเร็จ มันแปลว่าเมืองต้องมีระบบรองรับการตั้งสำนักงานจริงๆ ทั้งบริการทางกฎหมาย การเงิน ที่ปรึกษา การเดินทาง โรงเรียนสำหรับลูกหลานพนักงานต่างชาติ โรงพยาบาลที่เชื่อถือได้ และที่อยู่อาศัยที่คนทำงานจริงเข้าถึงได้ ถ้าเมืองมีแค่คาเฟ่สวยกับที่พักน่ารัก แต่ไม่มีระบบเหล่านี้ มันก็ยังไม่พอ

ถ้าบริษัทถามแล้วเราตอบได้แค่เชียงใหม่สวย เชียงใหม่น่าอยู่ ค่าครองชีพไม่แพง มันอาจพอสำหรับคนมาเที่ยว แต่ไม่พอสำหรับคนที่ต้องตัดสินใจจ้างงานหลายร้อยหรือหลายพันตำแหน่ง ความน่าอยู่เป็นเรื่องดี แต่ความน่าอยู่ต้องถูกแปลงเป็นระบบที่จับต้องได้ ไม่อย่างนั้นมันจะหยุดอยู่แค่สโลแกน

เชียงใหม่อาจต้องเริ่มจากการเลือกสนามที่ตัวเองมีของจริง ไม่จำเป็นต้องแข่งกับกรุงเทพฯ หรือเมืองหลวงขนาดใหญ่ในภูมิภาคทุกเรื่อง แต่สามารถถามตัวเองได้ว่าเราเป็น HQ ของอะไรได้บ้าง เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สุขภาพและการแพทย์ อาหารและเกษตรมูลค่าเพิ่ม การศึกษา การท่องเที่ยวคุณภาพสูง หรือบริการดิจิทัลที่เชื่อมกับตลาดอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ถ้าเราพยายามเป็นทุกอย่าง เราอาจไม่เป็นอะไรเลย แต่ถ้าเราเลือกบางสนามที่มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และวัฒนธรรมท้องถิ่นหนุนกันได้จริง เมืองจะมีจุดยืนชัดกว่า

เรื่องคนเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่มีศักยภาพ แต่ต้องยอมรับว่าตลาดแรงงานทักษะสูงในพื้นที่ยังไม่หนาแน่นพอ บริษัทที่ต้องการคนระดับเทคโนโลยีลึกไม่ได้ต้องการแค่บัณฑิตปีละไม่กี่คน แต่ต้องการระบบที่ผลิตคนได้ต่อเนื่อง มีหลักสูตรที่ปรับตามอุตสาหกรรม มีโครงการฝึกงานจริง มีการดึงคนจากนอกพื้นที่ได้ และมีการรักษาคนเก่งไม่ให้ไหลไปเมืองอื่นง่ายๆ ถ้าเมืองไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ การพูดถึงเมืองสำนักงานใหญ่จะเป็นแค่คำโตๆ ที่ไม่มีฐานรองรับ

โครงสร้างพื้นฐานก็เหมือนกัน เชียงใหม่ต้องมีสนามบินที่เชื่อมต่อได้จริง ไม่ใช่แค่เที่ยวในประเทศและเที่ยวท่องเที่ยวตามฤดูกาล แต่ต้องคิดถึงการเชื่อมโยงกับตลาดธุรกิจ การเดินทางของบุคลากรต่างชาติ การขนส่งสินค้ามูลค่าสูง และความสะดวกของคนที่ต้องเดินทางประชุมข้ามเมือง ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองก็สำคัญ ถ้าคนทำงานยังต้องพึ่งรถส่วนตัวเป็นหลัก เมืองก็จะเจอทั้งปัญหาจราจร ค่าครองชีพ และคุณภาพชีวิตที่ถดถอย

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ กลไกบริหารจัดการ เมืองที่ดึงดูดการลงทุนระดับใหญ่ได้ต้องมีกลไกที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่หลายหน่วยงานต่างคนต่างทำ ต้องมีคนที่คุยกับนักลงทุนได้เข้าใจ มีบริการแบบจุดเดียวจบ มีคำตอบเรื่องที่ดิน ใบอนุญาต วีซ่า แรงงานต่างชาติ (ไป ตม. ได้ข่าวว่าเจ็บปวดรวดร้าวมากกับการบริหารและกระบวนการที่ยังไม่ได้อพเกรด) ภาษีท้องถิ่น และการประสานกับส่วนกลาง ถ้ากระบวนการยังช้า ไม่แน่นอน และต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัว เมืองนั้นจะเสียเปรียบทันที แม้จะมีของดีแค่ไหนก็ตาม

ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าการมาของบริษัทใหญ่ทำให้ค่าครองชีพพุ่ง คนเดิมถูกดันออกจากพื้นที่ ผลประโยชน์ไปอยู่กับนักลงทุนภายนอกเป็นหลัก เมืองจะรับมืออย่างไร บทเรียนจากนิวยอร์กบอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าตอบไม่ได้ โปรเจกต์อาจพังจากข้างใน เชียงใหม่มีเสน่ห์เพราะคนท้องถิ่น มีวัฒนธรรมที่มีชีวิต มีชุมชนที่ไม่ได้เป็นแค่ฉากถ่ายรูป ถ้าการเติบโตทำให้สิ่งเหล่านี้จางลง เมืองอาจได้การลงทุน แต่เสียมูลค่าที่ทำให้คนอยากมาตั้งแต่แรก

ถ้ากรอบความร่วมมือระหว่างเชียงใหม่กับออสตินที่พูดกันบนเวทีจะมีความหมายจริง มันต้องไม่ใช่แค่การลงนามหรือป้ายพิธีกรรม แต่มันต้องกลายเป็นท่อส่งคน ส่งความรู้ ส่งโอกาสทางธุรกิจจริงๆ เช่น ส่งนักศึกษาหรือสตาร์ทอัพไปสัมผัสระบบนิเวศของออสติน เปิดให้บริษัทเท็กซัสเห็นโอกาสในตลาดเอเชียผ่านเชียงใหม่ หรือเรียนรู้วิธีวางกติกาเมืองที่ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจนเกินตัว ความร่วมมือแบบนี้ต้องใช้เวลา ต้องมีคนรับผิดชอบต่อเนื่อง และต้องมีเป้าหมายที่วัดได้ ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนมิตรภาพปีละครั้ง

เชียงใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นออสติน หรือเป็นอาร์ลิงตัน แต่เชียงใหม่ต้องตอบคำถามของตัวเองให้ได้ว่า เราจะขายอะไรให้ HQ

ถ้าคำตอบมีแค่เมืองสวย วัฒนธรรมดี ค่าครองชีพถูก มันอาจพอสำหรับคนมาเที่ยว แต่ไม่พอสำหรับบริษัทที่ต้องจ้างคนหลายร้อยหรือหลายพันคน

ถ้าคำตอบคือระบบผลิตคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การขนส่งที่ใช้งานได้จริง กฎกติกาที่ชัดเจน และกลไกที่ทำให้คนในพื้นที่โตไปพร้อมกัน อันนั้นค่อยเป็นคำตอบที่มีน้ำหนัก

ผมยังไม่แน่ใจว่าวันนี้เชียงใหม่พร้อมแล้วหรือยัง แต่ผมคิดว่าการถามว่า “เชียงใหม่จะขายอะไรให้ HQ” ให้ดังกว่าการรีบตอบว่าเราพร้อม น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่า เพราะคำถามนี้บังคับให้เราเลิกภูมิใจกับความน่าอยู่เพียงอย่างเดียว แล้วหันมามองความจริงว่า เมืองที่เราอยู่ทุกวันนี้ พร้อมให้คนมาทำงานจริงหรือเปล่า พร้อมให้บริษัทมาลงทุนระยะยาวหรือเปล่า และพร้อมให้คนรุ่นต่อไปมีงานที่ดีโดยไม่ต้องทิ้งบ้านเกิดหรือเปล่า

ถ้าเชียงใหม่ตอบ 3 เรื่องนี้ได้ คำว่าเมืองสำนักงานใหญ่ถึงจะไม่ใช่แค่คำสวยๆ บนเวทีเสวนา แต่จะเป็นอนาคตที่เมืองนี้สร้างได้จริง

 

↑