Skip to main content

 

วิธีตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะคนรุ่นที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งอาจใช้วิธีตัดสินใจซื้อรถยนต์ด้วยวิธีเดียวกับที่เลือกซื้อสมาร์ทโฟน โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อทางดิจิทัลและความบันเทิงภายในรถยนต์ และหาข้อมูลจากการรีวิวและประสบการณ์ใช้งานของคนบนโซเชียลมีเดีย มากกว่าการไปลองสัมผัสและลองขับด้วยตัวเองที่โชว์รูม

สเวโตสลาฟ เกอร์กีเยฟ รองศาสตราจารย์ประจำ School of Intelligent Finance and Business มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง-ลิเวอร์พูล เขียนบทความลงใน ดิ คอนเวอร์เซชั่น ระบุว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนเจน Z ที่สนใจด้านเทคโนโลยี มีแนวโน้มการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ มากกว่าเครื่องยนต์กลไกที่มีมอเตอร์เป็นส่วนประกอบ

“วิธีประเมินเช่นนี้ คือ การสะท้อนโดยตรงถึงวิธีที่ผู้บริโภคใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อสมาร์ทโฟน พวกเขาให้ความสำคัญกับความเร็วในการทำงาน อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และการอัปเดตซอฟต์แวร์ มากกว่าตัวชี้วัดแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับรถยนต์ที่อาจไม่ตอบโจทย์ของยุคสมัยอีกต่อไป” สเวโตสลาฟ ระบุ

เขาชี้ว่า การกระบวนทัศน์ที้เปลี่ยนแปลงไปนี้ เปลี่ยนวิธีซื้อและประสบการณ์การใช้รถยนต์ของคนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากการไปเยี่ยมชมโชว์รูม และลองเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย มาเป็นการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลัก พึ่งพาเนื้อหาจากประสบการณ์ใช้งานที่ผู้ใช้สร้างขึ้น รวมถึงความคิดเห็นจากคนรอบข้าง การรีวิวออนไลน์ และโฆษณาดิจิทัล ในการประกอบการตัดสินใจซื้อรถยนต์

สเวโตสลาฟระบุว่า มีงานศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับ บทบาทของช่วงวัยและทัศนคติต่อการยอมรับเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับและความเต็มใจที่จะจ่าย ที่ชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์ที่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ใช้ประเมินรถยนต์นั้น มีลักษณะคล้ายกับตัวชี้วัดที่พวกเขาใช้กับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

งานวิจัยดังกล่าวพบว่า การเลือกซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคที่เป็นคนเจน Z มองหาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถด้านความบันเทิงและระบบนิเวศซอฟต์แวร์ของรถยนต์สมัยใหม่ เป็นการบ่งชี้ว่า คนเจน Z ประเมินประสบการณ์ดิจิทัลและความบันเทิงภายในรถยนต์ ในลักษณะเดียวกับที่ใช้ประเมินแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่

ขณะเดียวกัน งานวิจัยพบว่า ความภักดีต่อแบรนด์อย่างเหนียวแน่น ซึ่งเดิมพบได้ในหมู่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนนั้น ได้ขยายมาสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วย การเชื่อมต่ออย่างราบรื่นเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีอย่าง Apple CarPlay หรือ Android Auto เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่มองว่า เป็นคุณสมบัติที่รถยนต์จำเป็นต้องมี หากรถไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตดิจิทัลของผู้ขับขี่ได้ทันที ก็ถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ

“หากหน้าจอสัมผัสตอบสนองช้า อินเทอร์เฟซใช้งานยุ่งยาก หรือประสบการณ์ใช้งานไม่ดี ก็จะส่งผลเสียอย่างมากต่อความรู้สึกที่พวกเขามีต่อรถยนต์ทั้งคัน” สเวโตสลาฟกล่าว

ขณะที่ผลการวิจัยตลาดล่าสุดกลับพบว่า มีผู้บริหารอุตสาหกรรมรถยนต์ถึงร้อยละ 80 ที่เชื่อว่า พวกเขาได้มอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าแล้ว แต่กลับมีลูกค้าเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่เห็นด้วย หรือกล่าวได้ว่า ผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมกำลังสอบตกทางด้านซอฟต์แวร์ เพราะยังคงความคิดแบบวิศวกรเครื่องกล มากกว่าที่จะมีวิธีคิดแบบนักพัฒนาแอปพลิเคชัน

สเวโตสลาฟชี้ว่า การที่คนรุ่นใหม่ปฏิบัติต่อรถยนต์ราวกับสมาร์ทโฟนนั้น ก่อให้เกิดปัญหาทางกายภาพของการขับขี่ ซึ่งการแทนที่ปุ่มควบคุมจริงด้วยมือ มาเป็นการสัมผัสเมนูดิจิทัลที่ซ้อนกันหลายชั้น กลายเป็นเพิ่มภาระในการประมวลผลข้อมูลของสมองอย่างมาก

เขาบอกว่า การบังคับให้ผู้ขับขี่ต้องไล่เปิดเมนูดิจิทัลที่ซับซ้อนเพื่อปรับอุณหภูมิภายในรถ หรือเพื่อตั้งค่าความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ทำให้ต้องละสายตาจากถนน และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า เวลาตอบสนองของผู้ขับขี่ขณะใช้งานหน้าจอระหว่างขับรถ แย่กว่าการขับขี่ขณะมึนเมาจากแอลกอฮอล์หรือยาเสพติดเสียอีก

สเวโตสลาฟระบุว่า แม้แต่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เช่น Volkswagen และ Mazda ก็ยอมรับว่า การตัดปุ่มควบคุมแบบกายภาพออกไปเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด นำไปสู่แนวทางการออกแบบที่ผสมผสานทั้งสองรูปแบบ โดยต้องมีปุ่มหรือแป้นควบคุมที่ผู้ขับขี่สัมผัสได้จริงสำหรับฟังก์ชันหลัก ควบคู่ไปกับระบบความบันเทิงดิจิทัล

สเวโตสลาฟบอกว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ที่จะประสบความสำเร็จ คือ ผู้ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของคนรุ่นดิจิทัลเนทีฟที่อยากได้การเชื่อมต่อผ่านซอฟต์แวร์ กับเรื่องความปลอดภัยในการออกแบบรถยนต์ ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่ไม่อาจประนีประนอมได้


ที่มา
Digital natives are buying electric cars as if they were smartphones
 

 

↑