งานเสวนา KTC FIT Talk 28 หัวข้อ โภชนจิตเวช: กินดี คิดดี ชีวิตดี เราเลือกเองได้จริงหรือ? จัดขึ้นโดย เคทีซี โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุข สสส. และ Healthi Life Longevity Center เพื่อชวนสังคมมองสุขภาพในมิติใหม่ผ่านศาสตร์ “โภชนจิตเวช” (Nutritional Psychiatry) ที่ชี้ว่า อาหารและการกินไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับสมอง อารมณ์ ความเครียดและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า อาหาร เป็น 1 ใน ปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญและใกล้ตัวอย่างมาก ทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โดยอาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญและมีผลที่สุดของการเกิดโรค NCDs จากการกินอาหารในปริมาณที่มากเกินไป โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เด็กไทยจำนวนมีภาวะโรคอ้วน
นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพใน 5 เรื่องที่ส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs ได้แก่ การกินอาหาร การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การไม่ออกกำลังกาย และมลพิษทางอากาศ
นพ.ไพโรจน์ เผยว่า คนไทยร้อยละ 74 เสียชีวิตด้วยโรค NCDs จากการกินอาหารที่หวานจัด เค็มจัด รวมถึงอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมแฝง เช่น ซุปก้อน ขนมขบเคี้ยว บะหมี่ซอง แหนม หมูยอ คนไทยกินโซเดียมเกินกว่าปริมาณที่เหมาะสมถึง 2 เท่า โดยบริโภคโซเดียมมากกว่า 3,600 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ปริมาณโซเดียมที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ไม่ควรเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม
นพ.ไพโรจน์เสนอว่า ควรลดระดับความหวานในเครื่องดื่มต่างๆ ลง ส่วนการดื่มชา หรือกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล สามารถดื่มได้ เนื่องจากมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ขณะเดียวกันควรลดความเค็มในอาหารลง และเพิ่มปริมาณการกินผักในแต่ละวันให้ได้วันละ 400 กรัม
นพ.ไพโรจน์แนะนำสัดส่วนการกินอาหารในแต่ละมื้อว่า ควรประกอบด้วยผัก 2 ส่วน แป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน หรือ 2:1:1 ซึ่งสามารถปรับใช้กับการกินอาหารประเภทต่างๆ ได้ รวมถึงหมูกะทะ แต่แนะนำไม่ควรซดน้ำซุป เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมที่ใช้ในการปรุงรสสูง
นพ.ไพโรจน์มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานผักด้วยว่า ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ รอบ เนื่องจากร้อยละ 41 ของผักสดที่วางจำหน่ายมีสารพิษการเกษตรตกค้าง การเติมเบคกิ้งโซดา หรือน้ำส้มสายชูในน้ำที่ใช้ล้าง จะช่วยดึงสารพิษออกจากผักได้มากขึ้น
ทางด้าน พญ.สรัสวดี สุวรรณจินดา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการแพทย์ (CMO) Healthi Life Longevity Center เล่าว่า จากประสบการณ์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ มักพบคำถามว่า ทำไมผลตรวจสุขภาพออกมาดี นอนหลับเพียงพอ น้ำหนักตัวไม่เกิน แต่กลับรู้สึกเหนื่อย ไม่สดชื่น
พญ.สรัสวดีบอกว่า อาการเหนื่อย ไม่สดชื่น เป็นสัญญาณของร่างกายที่บอกว่าเริ่มชรา ซึ่งเป็นสัญญาณที่เกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนแสดงออกกับผลเลือดได้หลายปี การจับสัญญาณเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพได้เร็ว จะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อร่างกายได้
พญ.สรัสวดีบอกว่า การตรวจสุขภาพส่วนใหญ่มักไม่มีการตรวจระดับของ fasting insulin หรือระดับอินซูลินในกระแสเลือดหลังอดอาหารและน้ำ ซึ่งหากพบปริมาณ fasting insulin สูง เป็นสัญญาณชี้ว่า ร่างกายกำลังทำงานหนักขึ้น และเริ่มเสื่อมถอยลง
พญ.สรัสวดีแนะว่า ในการดูแลสุขภาพสามารถเริ่มต้นจากเล็กๆ วัดผลได้ และทำได้สม่ำเสมอ เช่น ลดการกินอาหารรสหวานจัดลง ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 15 นาทีต่อวัน เพิ่มจำนวนก้าวในการเดินมากขึ้น และดูว่าส่งผลดีต่อสุขภาพหรือไม่ ซึ่งการมีสุขภาพดีสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในวิทยากรที่ร่วมการเสวนา ชี้ว่า ปัจจุบัน เรื่องจิตใจเป็นอีกส่วนที่มีความสำคัญมาก เช่น ความเครียด วิตกกังวล เป็นโรคทางสังคมซึ่งเชื่อมโยงและส่งผลต่อร่างกาย และปัญหาด้านสุขภาพจิต กำลังเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่ใหญ่ของไทย
นพ.วรตม์บอกว่า ปัจจุบัน 1 ใน 7 ของคนไทยมีปัญหาด้านสุขภาพจิต และมีคนไทยราว 13 ล้านคนมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่า 1 ครั้ง และเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตลอดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1990
นพ.วรตม์เผยว่า ทั่วโลกมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คนในทุกๆ 40 วินาที ขณะที่ประเทศไทย มีคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คนในทุก 2 ชั่วโมง
นพ.วรตม์ยังกล่าวถึง “ภาวะหมดไฟ” หรือ Burn out ที่เกิดเร็วขึ้นในคนอายุน้อย นพ.วรตม์ บอกว่า เป็นผลจากการมีเป้าหมายชีวิต ซึ่งคนแต่ละรุ่นมีเป้าหมายชีวิตต่างกันตามค่านิยมของยุคสมัย เช่น คนรุ่นบูมเมอร์ เป้าหมายชีวิต คือ การมีชีวิตรอด และความมั่งคั่ง ขณะที่คนเจน X มีเป้าหมายเรื่องความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต ขณะที่คนเจน Z ต้องการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
การที่คนแต่ละรุ่นมีเป้าหมายชีวิตต่างกัน ส่งผลต่อทัศนคติต่อชีวิตที่ต่างกัน นพ.วรตม์ชี้ว่า การที่คนอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ทำให้เกิดภาวะหมดไฟได้ เช่น การอยู่ในสภาพการทำงานที่รายรอบด้วยคนที่ท็อกซิก
นพ.วรตม์บอกว่า การเกิดบรรยากาศท็อกซิกในที่ทำงาน ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่อนุญาตให้คนแสดงนิสัยที่ท็อกซิกต่อคนรอบข้างได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียด ความกลัว และส่งผลต่อการทำงาน
นพ.วรตม์ ให้ข้อสังเกตถึงคนที่มีภาวะหมดไฟ โดยให้สังเกตอาการต่างๆ เช่น หมดเรี่ยวแรง เก็บเนื้อเก็บตัว อยากออกจากงาน หรือไม่มีความสุขกับงานที่ทำซึ่งเคยมีความสุขมาก่อน
ส่วนวิธีแก้ไข นพ.วรตม์เสนอว่า อาจทำโดยการพูดคุยในแบบที่ไม่มีการตัดสินชี้วัด หรือให้พนักงานที่มีภาวะหมดไฟพบที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต
นพ.วรตม์ย้ำว่า ภาวะหมดไฟ เป็นปัญหาเชิงระบบที่หากไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะมีคนที่เกิดภาวะหมดไฟเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ