สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายใต้ความร่วมมือจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จัดเวทีนำเสนอผลการศึกษา โครงการวิจัย ‘พัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’ หลังได้นำไปทดลองใช้จริงใน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ขอนแก่น จันทบุรี และสงขลา ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี พร้อมรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดร. กมลรัตน์ เทอร์เนอร์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมชนก ในฐานะทีมวิชาการที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและประเมินผล กล่าวว่า เกณฑ์มาตรฐานใหม่และแนวทางสำหรับ อบจ.ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เป็นผลจากการวิจัยในปี 2567 และนำไปสู่การทดลองใช้จริงใน 4 จังหวัด เมื่อนำไปปฏิบัติสามารถทำให้ท้องถิ่นมีทิศทางในการบริหาร รพ.สต. อย่างไรก็ตาม การทำงานวิจัยนี้ยังจำเป็นต้องต่อยอดไปสู่พื้นที่ที่กว้างขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีคณะพยาบาลพระบรมชนก 30 แห่งกระจายไปทั่วประเทศไทยสามารถเพิ่มพื้นที่ตัวอย่างได้

ดร. กมลรัตน์ เทอร์เนอร์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมชนก
“เรื่องคนเป็นหนึ่งในเรื่องที่ท้องถิ่นมีความต้องการ หากต้องการเพิ่มทักษะการให้บริการของบุคลากรให้สอดคล้องกับบริบทหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ ทางวิทยาลัยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรได้ แต่ในเรื่องการรับบุคลากรเข้าไปทำงาน ปัจจุบันท้องถิ่นยังมีแนวทางไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการออกแบบร่วมกัน ซึ่งทางคณะพยาบาลยินดียกระดับความร่วมมือในระดับพื้นที่เพื่อเติมเต็มในมิติที่ขาดหายไป” กมลรัตน์ ระบุ
ด้าน วิทยา โชคเศรษฐกิจ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า การยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเกณฑ์มาตรฐานสะท้อนความจริง ทั้งขนาดหน่วยบริการและกำลังคนที่มี หากเกณฑ์สอดคล้องกับพื้นที่ งบประมาณ และทรัพยากรก็จะตามมาอย่างสมเหตุสมผล
ที่สำคัญก็คือ ต้องไม่ซ้ำซ้อนและอุดรอยรั่วในช่วงเปลี่ยนผ่านของการถ่ายโอนได้ การทำงานวิจัยนี้นับว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับ อปท. โดยเฉพาะผู้บริหาร จะได้มีแนวทางและคู่มือในการพัฒนาให้มีมาตรฐาน ทั่วถึง และเท่าเทียม

สมศักดิ์ จึงตระกูล ประธานชมรม รพ.สต.
ในขณะที่ สมศักดิ์ จึงตระกูล ประธานชมรม รพ.สต. กล่าวว่า ในเรื่องเกณฑ์มาตรฐาน ปัจจุบันมีของกระทรวงสาธารณะที่ใช้อยู่แล้วคือ เกณฑ์พัฒนาคุณภาพมาตรฐานบริการปฐมภูมิ ภายใต้ พ.ร.บ. 2562 ส่วนเกณฑ์ที่คณะวิจัยทำขึ้นแบ่งออกเป็น 7 องค์ประกอบ โดยใช้การประเมินตนเองซึ่งน่าจะใช้ประเมินไขว้กันกับเกณฑ์ที่ต้องทำตามกฎหมายที่มี หรือสามารถต่อยอดกันได้ โดยใช้กลไกคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ หรือ กสพ. เป็นเข็มทิศเพื่อฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ หากทำได้จะทำให้มีความเข้มแข็งขึ้น
โครงการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหวังยกระดับคุณภาพและลดข้อกังวลการให้บริการของหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน สืบเนื่องจากประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภายในปี 2570 ซึ่งเป็นการย้ายจากสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปกระทรวงมหาดไทย
โดยผลงานวิจัยเป็นการจัดทำมาตรฐานเพื่อสร้างเกณฑ์ชี้วัดตามแนวทาง 6 Building Blocks Plus One โดย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การบริการสุขภาพ บุคลากรด้านสุขภาพ ระบบข้อมูลสุขภาพ ยา เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยี การเงินการคลังด้านสุขภาพ และภาวะผู้นำและการกำกับดูแล
แต่สิ่งที่เพิ่มเข้าไปในเกณฑ์ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ หรือเป็นการประเมินระบบสุขภาพแบบองค์รวม โดยไม่ลดทอนมาตรฐานเดิมตามกฎหมาย เมื่อนำไปสู่การใช้จริงใน 4 พื้นที่ต้นแบบ พบว่า รพ.สต.ต่างๆ พอใจเนื่องจากสอดคล้องกับบริบทการทำงานด้านปฐมภูมิ เป็นเกณฑ์ที่มีความยืดหยุ่น ทำให้เห็นทิศทางร่วมกับท้องถิ่นในการสร้างระบบบริการสุขภาพที่สอดคล้องกับปัญหาพื้นที่
บทความชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
โครงการพัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วย บพท.
บทความที่เกี่ยวข้อง