Skip to main content

 

จากประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภายในปี 2570 ทำให้มีการทยอยถ่ายโอน รพ.สต.จากสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไปให้ อบจ. สังกัดกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหลายท้องถิ่นที่รับถ่ายโอนไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิมาก่อน หลายฝ่ายมีข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัย ‘พัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’ โดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ,กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และสถาบันพระบรมราชชนก เพื่อศึกษาปัญหาหา ‘แนวทางบริหาร’ และ ‘เกณฑ์มาตรฐาน’ สำหรับ อบจ.และ รพ.สต. ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพประชาชน และสร้างต้นแบบการยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิหลังการถ่ายโอน

ดร. มาริสา สุวรรณราช ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา กล่าวว่า สงขลา เป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่องที่นำผลการวิจัยเกณฑ์มาตรฐานใหม่ไปทดลองใช้จริงในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยใช้กับ รพ.สต.ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่  3 แห่ง ได้แก่ รพ.สต.ควนลัง, รพ.สต.เกาะแต้ว และ รพ.สต.ป่าขาด ที่โอนย้ายไปให้ อบจ.สงขลา ปัญหาที่พบแตกต่างกัน เช่น รพ.สต.ควนลัง ซึ่งต้องดูแลประชากรมากถึง 52,000 คน ทำให้มีความท้าทายด้านการบริหารจัดการ เพราะต้องการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วย ซึ่ง อสม. มีบทบาทสำคัญมากในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิของพื้นที่

 

ดร. มาริสา สุวรรณราช ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา

 

“ก่อนการโอนย้าย อสม.ทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การกำกับของ รพ.สต. แต่หลังจากโอนย้ายอยู่คนละสังกัด ความใกล้ชิดกันของ อสม.ซึ่งเป็นหน่วยหลักในพื้นที่กับ รพ.สต. จึงเริ่มมีความห่างกันตามสายงานการบังคับบัญชา แม้ว่ายังคงขอความร่วมมือได้แต่สายสัมพันธ์ไม่แน่นเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมวิจัยได้พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานและแนวทางบริหารจัดการของท้องถิ่นและนำไปทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดสงขลาปีที่ผ่านมา พบว่าสามารถดึงคนที่ทำงานด้านสุขภาพมาทำงานร่วมกันได้ เพราะหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัดคือต้องมีแผนสุขภาพ ทำให้มีการคิดโครงการแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกัน เช่น กรณีของ อสม. เมื่อมีโครงการมีโครงการเกี่ยวกับการสนับสนุนให้ออกกำลังกาย จึงเริ่มกลับมาพูดคุยและทำงานร่วมกันเพื่อทำโครงการแก้ปัญหาตามโจทย์ปัญหา ดึงสัมพันธภาพให้กลับมาใกล้ชิด จากการคุยกับ อสม.ก็บอกว่ารู้สึกดีที่ได้กลับมาทำงานกับ รพ.สต.เหมือนในอดีต”  

ดร. มาริสา กล่าวว่า เสียงสะท้อนจาก รพ.สต.ทั้ง 3 แห่งเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เกณฑ์ใหม่มีความง่ายในการประเมิน ที่สำคัญที่สุดคือสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนา รพ.สต.ให้สอดคล้องกับภารกิจของ อบจ.ที่เน้นความร่วมมือของชุมชน มีการประเมินความพึงพอใจของประชาชน และการทำแผนจากความต้องการและปัญหาของพื้นที่เป็นที่ตั้ง สอดคล้องกับแนวทางบริหารระบบสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งตรงนี้ต่างจากเกณฑ์อื่นที่ รพ.สต.

“สำหรับคนทำงานในช่วงแรกกังวลว่าจะเพิ่มงานหรือไม่ ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น คือ รพ.สต.มีเกณฑ์ตามกฎหมายที่ต้องทำอยู่แล้วตรงนั้นก็ทำไป แต่เกณฑ์นี้เป็นเกณฑ์อย่างง่าย ไม่ได้ประเมินว่าต้องผ่านหรือไม่ผ่าน คล้ายการเช็กว่างานด้านใดยังไม่มีจะได้ไปพัฒนาด้านนั้น โดยแต่ละเกณฑ์จะมีแนวทางบอกว่าจะทำอย่างไรเพื่อไปถึงเป้าหมาย ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ถือว่าเป็นระบบใกล้บ้านใกล้ใจ เน้นในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ ถ้าทำได้ดีจะลดจำนวนการเข้าโรงพยาบาลและลดภาระค่าใช้จ่ายของค่ารักษาพยาบาลได้ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสุขภาพในภาพใหญ่”  

 

 

ปรินดา ปาลาเร่ รองนายก อบจ.สงขลา ในฐานะผู้ดูแลกองบริการสาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงแรกของการรับถ่ายโอน รพ.สต. หลายสิ่งยังดูสะเปะสะปะและที่ไม่คาดคิดคือ เรื่อง ‘คน เงิน ของ’ เดิมคิดว่าจะได้รับถ่ายโอนมาทั้งหมด แต่เมื่อรับมาจริง ส่วนที่เกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพทุติยภูมิไม่ย้ายตามด้วย

พอมีเกณฑ์มาตรฐานของ สช.และแนวทางสำหรับการบริหารท้องถิ่น ทำให้เหมือนมีคู่มือการทำงานที่อ้างอิงจากฐานงานวิจัยได้และมีทิศทาง เกิดการพบปะและคุยกันถึงปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา อย่างกรณีของ อสม.ที่พออยู่คนละสังกัด เมื่อมีเกณฑ์ให้ต้องมีแผนพื้นที่ก็ต้องคุยกัน ทำให้ลดระยะห่างกลับมาทำงานด้วยกันเหมือนเดิม อุปสรรคเรื่องคน เงิน ของ ตอนนี้เริ่มคลี่คลาย เนื่องจากพอมีแผนพื้นที่ทำให้ทุกคนเริ่มรู้บทบาทหน้าที่ว่าทำอะไรได้บ้าง สิ่งไหนที่ขาดสามารถใช้การทำงานแบบเครือข่ายความร่วมมือทั้งในส่วนของหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หรือภาคประชาชน รวมถึงชุมชนต่างๆทีมีโครงการร่วมกับ รพ.สต.เพื่อแก้ปัญหาของพื้นที่ เช่น โครงการออกกำลังกายเพื่อลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโครงการเกี่ยวกับผู้สูงวัย ทำให้งานสุขภาพเดินต่อไปได้ด้วยเป้าหมายเดียวกัน

“การที่ รพ.สต.ที่อยู่ภายใต้สังกัดท้องถิ่น ทำให้ อบจ.สามารถให้บริการด้านสุขภาพที่สามารถเข้าถึงท้องถิ่นได้ ซึ่งงานของเราไม่ใช่การรักษาแต่คือ การคัดกรอง การหาคนป่วย การป้องกันเพื่อส่งต่อไประบบทุติยภูมิ เป็นโอกาสลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ อบจ.เป็นเหมือนพี่ใหญ่ของท้องถิ่น สามารถคุยกับท้องถิ่นระดับต่างๆ ไม่ว่าเทศบาล หรือ อบต. เพราะมีระเบียบหรือข้อกฎหมายเดียวกัน จึงสามารถทำงานกันเป็นเครือข่าย ท้องถิ่นที่ยังไม่เคยทำ อบจ.ก็เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้สุขภาพองค์รวมของพื้นที่ดีขึ้นได้”  ปรินดา ระบุ

 

บทความชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
โครงการพัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วย  บพท.

 

บทความที่เกี่ยวข้อง