ผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่า ทัศนคติต่อความแก่ชรา สามารถกำหนดเส้นทางการแก่ตัวของคนคนหนึ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในออสเตรเลีย ที่ชี้ว่า ทัศนคติเชิงบวกต่อความแก่ชรา ช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงสุขภาพดีและช่วยให้สติปัญญาเสื่อมถอยช้าลง
งานวิจัยของ ศาสตราจารย์ เบคกา เลวี นักจิตวิทยา ร่วมกับ ดร. มาร์ติน สเลด จากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเยล ทำการศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติต่อความชราว่า ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและสติปัญญาในระยะยาวอย่างไร โดยศึกษากลุ่มคนที่อายุระหว่าง 50 ถึง 99 ปี จำนวนมากกว่า 11,000 คน
งานวิจัยพบว่า คนที่มี “ทัศนคติเชิงบวก” ต่อความแก่ชรา เมื่อเทียบกับคนที่มีมุมมองเชิงลบแล้ว พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่า เช่น ความเร็วในการเดิน การทดสอบความจำ และการคำนวณทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ แต่คนที่เข้าร่วมการวิจัยจำนวนมากที่มี “ทัศนคติเชิงบวก” ต่อความแก่ชรา ยังทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 12 ปี
งานวิจัยพบว่า ร้อยละ 44 ของผู้เข้าร่วมวิจัย มีความเร็วในการเดินที่ดีขึ้น และมีการทำงานของสมองที่ดีขึ้น ข้อค้นพบที่สำคัญคือ คนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อความแก่ชรา มีแนวโน้มที่จะมีความกระฉับกระเฉงและสุขภาพดี
ศาสตราจารย์ จูเลีย เลปปิน จิตแพทย์จาก มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ และนักวิจัยศูนย์ประสาทวิทยาของออสเตรเลีย ชี้ว่า มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การมีกรอบความคิดเชิงบวกในทุกช่วงวัยส่งผลดีต่อสุขภาพ เธอบอกว่า เมื่อคนมีความคิดเชิงบวก พฤติกรรมที่ช่วยเสริมสุขภาพร่างกายก็มักตามมาด้วย
ศาสตราจารย์ จูเลีย บอกว่า ทัศนคติเชิงบวกต่อความแก่ชราจะเกิดง่ายขึ้น หากมีสภาพแวดล้อมรอบตัวคอยสนับสนุน ตัวอย่างเช่น คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุที่ยังคงกระฉับกระเฉง ช่วยสร้างแรงกระตุ้นในลักษณะที่ว่า “ถ้าคนอื่นทำได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน” ถ้าคนข้างบ้านอายุ 93 แล้ว ยังเดินลงไปชายหาดได้ทุกวัน อย่างอย่างนั้น "ฉันที่อายุ 92 ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน" เป็นต้น
เช่นเดียวกับ ศาสตราจารย์เวลันได ศรีกันต์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุแห่งชาติ ของออสเตรเลีย ที่เพิ่งอายุครบ 60 ปี เล่าว่า ทันทีที่อายุครบ 60 มีคนถามว่า เมื่อไหร่เขาจะเกษียณ คำพูดนั้นทำให้เขาตระหนักว่า นี่คืออคติต่อความชรา ที่ตอนนี้มาถึงตัวเขาแล้ว
ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศาสตราจารย์เวลันได ได้เห็นทัศนคติต่อความแก่ชราทุกรูปแบบ ตั้งแต่คนที่มองความแก่ชราด้วยความหม่นหมอง ไปจนถึงคนที่มองเห็นความสุขและโอกาสใหม่ๆ ด้วยความตื่นเต้น
ศาสตราจารย์เวลันไดบอกว่า “การแก่ตัวอย่างมีคุณภาพ” หมายถึง การไม่ตั้งสมมติฐานว่า ความแก่เท่ากับความเจ็บป่วย เขาบอกว่า “อายุไม่ใช่โรค อายุเป็นเพียงกาลเวลา” และ “ความแก่ ไม่ได้เท่ากับภาวะสมองเสื่อม”
ศาสตราจารย์ คาริน แอนสเตย์ นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการของ Ageing Futures Institute มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ บอกว่า การมีมุมมองเชิงบวกต่อวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้คนมีความคาดหวังกับตัวเองมากขึ้น รวมถึงความเชื่อที่ว่า พวกเขายังสามารถลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพที่อาจมาพร้อมวัยได้
ศาสตราจารย์ คาริน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าปวดสะโพก คุณอาจบอกว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของความแก่ หรือฉันก็แค่แก่ขึ้น หรือคุณอาจพูดว่า ฉันจะไปหาทางจัดการกับมัน นั่นอาจหมายถึง การไปพบนักกายภาพบำบัด หรือออกกำลังกายมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใด การมีมุมมองเชิงบวกต่อความแก่ ก็จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ
อย่างไรก็ดี การมีทัศนคติเชิงบวกต่อความแก่ เป็นคนละเรื่องกับ “อคติต่อผู้สูงอายุ” ที่ฝังลึกอยู่ในสังคม ซึ่งมองว่า คนอายุเกิน 60 คงใกล้ถึงเวลาเกษียณแล้ว ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจเป็นวัยที่อยู่ในช่วงเปี่ยมไปด้วยความสามารถ ประสบการณ์ และองค์ความรู้ที่มากที่สุดในชีวิต
รองศาสตราจารย์ ร็อด แม็กเคย์ จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเทอดาม บอกว่า เรากำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ผู้คนเกษียณช้าลง แต่การเลือกปฏิบัติด้านอายุในการจ้างงาน กลับแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ขณะที่ ศาสตราจารย์ ไบรอัน เดรเปอร์ จิตแพทย์จาก มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ บอกว่า กลุ่มคนอายุ 65 ถึง 85 ปีในออสเตรเลียมีอัตราการเกิดซึมเศร้าต่ำที่สุด แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังอายุ 85 ก็ตาม เขาบอกว่า มนุษย์ไม่ได้เป็นอมตะ และร่างกายย่อมมีความเสื่อมถอยตามกาลเวลา แต่สิ่งเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก
ที่มา
‘The happiest time of life is as you get older’: can positive thinking help you age better?