Skip to main content

 

ภาคอีสาน มีหมู่บ้านน้อยใหญ่มากมาย ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพในภาคการเกษตร หลายครั้งต้องใช้แรงกายตรากตรำทำงานเพื่อสร้างผลิตผลให้ทันฤดูกาล ทั้งยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช นำมาซึ่งอาการเจ็บป่วย จนอาจเรียกว่า เป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่

"มียาแก้ปวดบ่ล่ะ ลุงขอซื้อแหน่" ประโยคสั้นๆ จากลุงคนหนึ่งที่โผล่มาหน้ารถพุ่มพวง ซึ่งขายทุกอย่างตั้งแต่ไข่ไก่ยันยาแก้ปวด

นี่คือภาพที่เกิดซ้ำในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และกลายเป็นในโจทย์ที่ รพ.สต.หนองโน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ต้องหาทางรับมือ โดยเฉพาะหลังการถ่ายโอนการดูแลสุขภาพประชาชนจากกระทรวงสาธารณสุขไปสังกัด อบจ. โดยงานหลัก เน้นการส่งเสริมและป้องกันโรคมากขึ้น

สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลภายหลังการโอนย้าย คือ เรื่องเกณฑ์ชี้วัดมาตรฐานการบริการของ รพ.สต. ภายใต้สังกัดท้องถิ่นว่าควรจะเป็นแบบใด หากใช้เกณฑ์เดิมก็อาจไม่สอดคล้องกับบริบทที่เป็นจริง เนื่องจากเดิมมีเคยโรงพยาบาลชุมชนเป็นเสมือนพี่เลี้ยงเพราะอยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนกัน ต่างจากปัจจุบันที่งานของ รพ.สต.ที่ถ่ายโอนขึ้นอยู่กับนโยบายท้องถิ่น ซึ่งต้องเน้นไปในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนมากกว่า  

คำตอบหนึ่งมาจากงานวิจัยของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ บพท. ววน. และสถาบันวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์พระบรมราชชนก ในโครงการ 'พัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น' โดยมี ผศ.ดร.แสงดาว จันทร์ดา จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีขอนแก่น เป็นผู้นำเกณฑ์มาทดลองใช้ในพื้นที่กระนวนในฐานะจังหวัดนำร่อง และพบว่าเกณฑ์นี้ช่วยให้ รพ.สต. ในช่วงเปลี่ยนผ่านทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

ภาพรวมการถ่ายโอนในพื้นที่ขอนแก่น

 

“หนึ่งในพื้นที่ที่เลือกทำการศึกษาคือ รพ.สต. ในอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น”

ผศ.ดร.แสงดาว กล่าวถึงภาพรวมและความน่าสนใจของ รพ.สต. ที่มีการถ่ายโอนไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อบจ.ขอนแก่น ว่า เดิมไม่เคยมีมาตรฐานเฉพาะเจาะจงในการประเมิน จึงได้ทดลองนำเกณฑ์มาตรฐานจากงานวิจัยของ สช. มาใช้ซึ่งเป็นการประเมินผ่านกรอบ 6 building box + 1 ที่ใช้ประเมินระบบบริการสุขภาพอยู่แล้วมาวางเป็นกรอบในการประเมินตนเองของแต่ละ รพ.สต.

สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ +1 คือ ‘การมีส่วนร่วมของประชาชน’ ซึ่งไม่เคยใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมิน รพ.สต. มาก่อน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิตามเป้าหมายการโอนย้าย และถือเป็นรากฐานสำคัญในการกระจายอำนาจในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะจะทำให้สามารถเอาไปใช้ออกแบบและต่อยอดการพัฒนาบริการสุขภาพภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง เนื่องจากการทำตามเกณฑ์นี้จะช่วยทำให้เห็นความต้องการของประชาชนจากพื้นที่ 

 

ผศ.ดร.แสงดาว จันทร์ดา จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีขอนแก่น



HUB สุขภาพ ที่ออกแบบเองได้

 

HUB สุขภาพ 3 แห่งของอำเภอกระนวนจังหวัดขอนแก่น ได้แบ่งการทำงานตามสเกล S M L โดยที่สถานพยาบาลใหญ่ที่สุด คือ สถานีอนามัยดูนสาด นับเป็นไซส์ L ,รพ.สต. หนองโน นับเป็นไซส์ M และรพ.สต. บ้านโนนสมบูรณ์ นับเป็นไซต์ S

ผศ.ดร.แสงดาว อธิบายว่า HUB สุขภาพแห่งนี้ทำงานสอดประสานและมีการบูรณาการร่วมกับงานในหลากหลายมิติ รวมถึงการทำงานกับโรงพยาบาลชุมชนด้วยแม้จะอยู่คนละสังกัดกันแล้ว แต่ก็ยังมีการช่วยเหลือและได้รับคำแนะนำต่อเนื่อง หากมองอีกแง่หนึ่งอาจเป็นเพราะอำเภอกระนวนมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการวัคซีน การเงินการคลัง ฯลฯ ซึ่งเป็นงานเดิมที่เคยทำร่วมกันมาก่อนอยู่แล้ว

“เมื่อทดลองใช้เกณฑ์มาตรฐานในการทำงาน ด้านหนึ่งคือมีจุดแข็งเรื่องการมีส่วนร่วม อีกด้านหนึ่งคือช่วยให้มองเห็นช่องโหว่และกิจกรรมที่ต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง อสม. ที่ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมาตลอด และภายใต้โครงสร้างปัจจุบันก็ยังจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดท้องถิ่น ดังนั้น การมีเกณฑ์ที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเป็นตัวชี้วัด ทำให้ง่ายขึ้นในการที่ รพ.สต.จะสร้างกิจกรรมหรือโครงการในพื้นที่ โดยออกแบบร่วมกับ อสม.และประชาชนตั้งแต่เริ่มตั้งโครงการตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง” ผศ.ดร.แสงดาว กล่าว

ผศ.ดร.แสงดาว ย้ำว่า เกณฑ์มาตรฐานของ สช. ไม่ใช่การตัดเกรดว่า รพ.สต.ใดสอบตกหรือสอบผ่าน แต่เป็นเกณฑ์ที่ช่วยชี้ให้เห็นจุดอ่อน จุดแข็ง และจุดที่ต้องเร่งแก้ไขมากกว่า  

 

‘เกณฑ์มาตรฐาน’ กับการแก้ปัญหาตามโจทย์พื้นที่

 

การถ่ายโอน รพ.สต. ไปอยู่ในสังกัดท้องถิ่น มีจุดแข็งสำคัญอย่างยิ่งคือ การทำให้การออกแบบการจัดบริการสุขภาพสามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอการสั่งการจากสาธารณสุขจังหวัด ที่ต้องรอคำสั่งมาจากส่วนกลางอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งนอกจากทำให้การแก้ปัญหาล่าช้าแล้ว อาจสั่งการไม่ตรงปัญหา เช่น หากพบว่ามีโรคระบาดอย่าง อุบัติกรรมโรคไข้เลือดออก ยุงลายระบาด ท้องถิ่นก็สามารถดำเนินการร่วมกับ รพ.สต.จัดการปัญหาในพื้นที่ตัวเองได้เลยทันที

ตัวอย่างจากกรณีของ รพ.สต. หนองโน เมื่อมีการนำเกณฑ์มาปรับใช้ ได้นำเอา Health Station ของ อสม. ในหมู่บ้านมาทำงานร่วมกันเพื่อคัดกรองหาผู้ป่วยเบาหวานและความดัน เป็นการป้องกันโรคในชุมชนและกลุ่มผู้สูงอายุ

อีกบริบทหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ เกณฑ์มาตรฐานได้ช่วยให้สามารถออกแบบแนวทางการป้องกันและเฝ้าระวังโรคได้ อย่างในพื้นที่หนองโนซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ทำไร่อ้อยเป็นอาชีพหลักของชุมชน มักจะมีโรคที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อาการปวดเมื่อย โดยในหมู่บ้านมักจะมีรถพุ่มพวงที่ขายยาชุด ยาหม้อ ที่มีสารสเตียรอยด์ลดอาการปวดมาขาย เป็นที่นิยมมากแต่มีอันตราย ในส่วนนี้ รพ.สต. ได้ทำงานเชิงรุกเพิ่มผ่านการให้ความรู้ รณรงค์และเฝ้าระวัง ในขณะที่ รพ.สต. ไซส์เล็กที่สุดอย่างโนนสมบูรณ์ จะมีลักษณะปัญหาเฉพาะคือ บุคลากรและเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด ดังนั้น จึงได้ทำการงานด้วยการเน้นไปที่การเฝ้าระวังและคิดกลไกที่เหมาะกับการส่งต่อไปสู่ทำการรักษาในสถานพยาบาลขนาดใหญ่

"ก้าวต่อไปของกระนวนคืองานสารสนเทศ ถ้ามีข้อมูลผู้ป่วยเป็นของตัวเองจะใช้ได้คล่องขึ้นมาก เพราะตอนถ่ายโอนมา ข้อมูลไม่ตามมาด้วย ทำให้มองไม่เห็นภาพรวมปัญหา แต่วันนี้มีเกณฑ์มาตรฐานเป็นหางเสือแล้ว อำเภอกระนวนจึงมีทิศทางที่ชัดขึ้น และรู้ว่าจะพายเรือไปทางไหน" ผศ.ดร.แสงดาว กล่าวทิ้งท้าย

 

บทความชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
โครงการพัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วย  บพท.

 

บทความที่เกี่ยวข้อง