สตีฟ รามิเรซ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ถูกหลอกหลอนด้วยความทรงจำเลวร้ายเกี่ยวกับการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของเพื่อนสนิทที่เรียนปริญญาเอกด้วยกันในปี 2015
การสูญเสียเพื่อนรักที่เป็นคู่หูทำการทดลองในห้องแลป ซึ่งจากไปด้วยวัยเพียง 37 ปี ส่งผลต่อเรื่องงานและชีวิตประจำวันของเขา เขาหันไปพึ่งแอลกอฮอล์ และในที่สุดก็มีปัญหาติดสุราอย่างหนัก
จนวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 เขาเกิดความตระหนักว่า ต้องเข้ารับการบำบัด ซึ่งการเข้ากลุ่มบำบัดได้เปลี่ยนชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง และตั้งแต่นั้นมา สตีฟก็ไม่ข้องแวะกับแอลกอฮอล์อีกเลย
หลังจากเลิกแอลกอฮอล์ งานวิจัยของสตีฟก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด ความทรงจำเกี่ยวกับการสูญเสียเพื่อนรักได้กลายมาเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่องานวิจัยของเขา สิ่งที่สตีฟค้นพบ คือ อาจมีวิธีเปลี่ยนแปลงความทรงจำอันเจ็บปวดได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทำร้ายตัวเอง อย่างเช่น การพึ่งพาแอลกอฮอล์
ปัจจุบัน งานวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขความทรงจำยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และการศึกษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในสัตว์ทดลอง แต่หลักการพื้นฐานที่ค้นพบจนถึงตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า การแทรกแซงความทรงจำอาจเกิดขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่การดัดแปลง ไปจนถึงการลบออกอย่างสมบูรณ์
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า “ความทรงจำ” ถูกเข้ารหัสในสมองในรูปแบบของ “ร่องรอยของความทรงจำ” ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์สมองเฉพาะกลุ่ม หรือเครือข่ายการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์เหล่านั้น โดยร่องรอยความทรงจำนี้สามารถเข้มข้นขึ้นหรือจางลงได้ตามช่วงเวลา
ในปี 2009 ทีมนักวิจัยชาวแคนาดา สามารถระบุเซลล์สมองของหนูที่ตื่นตัวขึ้นหลังจากได้ยินเสียงซึ่งเคยถูกจับคู่กับไฟฟ้าช็อตอ่อนๆ ซึ่งเคยทำให้หนูเกิดความกลัว และตัวแข็งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้น แต่เมื่อนักวิจัยทำลายเซลล์สมองเหล่านั้น ผลที่เกิดขึ้นปรากฏว่า หนูทดลองตัวเดิมไม่แสดงอาการหวาดกลัวอีกเมื่อได้ยินเสียงเดิม ราวกับว่าความทรงจำแห่งความกลัวได้ถูกลบหายไป
สตีฟบอกว่า นักวิจัยแคนาดาใช้แนวคิดที่ว่า เซลล์สมองบางเซลล์จะทำงานมากกว่าเซลล์อื่น และเซลล์ที่ทำงานมากกว่า ก็คือเซลล์ที่มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ
แต่สตีฟตั้งคำถามว่า แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนเป็นเช่นนั้น แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความทรงจำนั้นถูกลบไปแล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอกเท่านั้น? ความทรงจำไม่พึงประสงค์ยังอาจยังอยู่ก็เป็นได้

ในปี 2012 สตีฟและเพื่อนสนิทของเขาทำการทดลองที่ต่างออกไป แทนที่จะลบเซลล์สมอง พวกเขาพยายาม “เปิด ความทรงจำ” ขึ้นมา ด้วยการกระตุ้นเซลล์สมองบางเซลล์โดยใช้แสงจากสายใยแก้วนำแสงที่ฝังเข้าไปในสมองของหนูทดลอง ด้วยวิธีที่เรียกว่า optogenetics
พวกเขาเริ่มจากการระบุเซลล์สมองในฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางความทรงจำ ซึ่งจะทำงานเมื่อหนูถูกไฟฟ้าช็อต ซึ่งแสดงว่าเซลล์เหล่านี้กำลังเข้ารหัสความทรงจำนั้นอยู่ จากนั้น พวกเขาพาหนูไปยังสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าช็อตเลย ก่อนจะใช้แสงกระตุ้นเซลล์สมองชุดเดิม ผลคือ หนูกลับตัวแข็งค้างด้วยความกลัว ทั้งที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าช็อตและสิ่งกระตุ้นใดๆ
ผลการทดลองนี้ แสดงว่า สตีฟกับเพื่อนสามารถ “เปิด” ความทรงจำขึ้นมาได้ โดยกระตุ้นเซลล์สมองเฉพาะกลุ่ม ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ความทรงจำสามารถถูกดัดแปลงผ่านการจัดการเซลล์สมองได้จริง งานวิจัยในปีถัดมา ทั้งสองใช้วิธีคล้ายกันนี้ในการ “ฝัง” ความทรงจำปลอมเข้าไปในหนูทดลอง
พวกเขายังค้นพบอีกว่า อารมณ์ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำเฉพาะเรื่องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ในการทดลองนี้ พวกเขากระตุ้นความทรงจำเชิงบวกของหนูไปพร้อมกับช่วงที่มันได้รับไฟฟ้าช็อต ปรากฏว่า ความทรงจำเกี่ยวกับไฟฟ้าช็อตก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกเชิงลบน้อยลงสำหรับหนูทดลอง
ในปี 2022 สตีฟและเพื่อนพบว่า หากกระตุ้นความทรงจำเชิงบวกในหนู ขณะที่หนูกำลังนึกถึงความทรงจำเชิงลบในช่วงการฟื้นความทรงจำเดิมและบันทึกกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการสร้างความทรงจำซ้ำ จะสามารถกดทับความทรงจำเชิงลบนั้นได้อย่างถาวร ทำให้ปฏิกิริยาความกลัวหายไป
“สิ่งที่เราทำในสัตว์ฟันแทะมีแนวโน้มจะนำมาประยุกต์ใช้กับมนุษย์ได้จริง แต่เราต้องระมัดระวัง เราไม่อยากเข้าไปดัดแปลงเซลล์สมองมนุษย์ หรือแทรกแซงการทำงานของสมองโดยตรง โดยที่ยังไม่มีแผนทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ปลอดภัยเพียงพอ เพราะไม่รู้ว่าผลข้างเคียงและอันตรายอะไรอาจเกิดขึ้นได้บ้าง” สตีฟกล่าว
แม้ปัจจุบัน จะยังไม่มีวิธีลบความทรงจำของมนุษย์อย่างถาวร แต่การดัดแปลงความทรงจำอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ โดยนักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้ความทรงจำอ่อนแรงลง และลดการย้อนกลับมาของภาพจำที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ซึ่งมักพบในคนที่มีภาวะ PTSD หรือโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

นักวิจัยระบุว่า หนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ การบำบัดพฤติกรรมและความคิด ซึ่งนักบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วย “ตีความ” ความทรงจำเชิงลบใหม่ ขณะที่ยาบางชนิดอาจช่วยได้ แต่วิธีนี้ยังมีทั้งที่ผู้สนับสนุนและคัดค้าน
ขณะที่ เอมิลี โฮล์มส์ นักจิตวิทยาคลินิกและนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยอุปซอลา ในสวีเดน ได้พัฒนาแนวทางใหม่ เพื่อพยายามลบความจำแทรกซ้อนที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว หรือ “แฟลชแบ็ก” จากความทรงจำสะเทือนใจที่มักปรากฏออกมาในรูปของภาพมากกว่าคำพูด
เธอพัฒนาเทคนิคที่เรียบง่าย โดยใช้วิธี “แย่งพื้นที่” การทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาพ โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนึกถึงความทรงจำที่เป็นแฟลชแบ็ก จากนั้นให้พวกเขาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ Tetris เป็นเวลา 20 นาทีแบบตั้งใจโดยให้คิดวิเคราะห์ว่า จะจัดวางบล็อกแต่ละชิ้นอย่างไร แทนที่จะปล่อยให้มันตกลงมาเฉยๆ
เอมิลีพบว่า การแทรกแซงพื้นที่สมองด้วยวิธีนี้เพียงครั้งเดียวนี้ หลังผ่านไปหนึ่งเดือน สามารถลดจำนวนแฟลชแบ็กจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 14 ครั้ง เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เธอบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก
แม้นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มพบวิธีการจัดการกับความทรงจำอันเลวร้ายและเจ็บปวด แต่คำถามสำคัญ คือ หากมีวิธีการจัดการกับความทรงจำที่เลวร้ายได้จริง เราควรลบความทรงจำเหล่านั้นทิ้งหรือไม่?
ทั้งเอมิลีและสตีฟเห็นตรงกันว่า “การดัดแปลงความทรงจำ” ดูจะเป็นสิ่งน่าปรารถนากว่า “การลบออกไป” โดยสิ้นเชิง ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะความทรงจำคือ ส่วนสำคัญของตัวตนของเรา ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำที่ดีหรือร้ายก็ตาม
สตีฟมองว่า การลบความทรงจำทั้งหมดออกไปเป็นความคิดที่อันตราย เขาเห็นว่า สามารถลดระดับความรุนแรงทางอารมณ์ของความทรงจำลงได้ โดยยังคงเก็บความทรงจำของเหตุการณ์นั้นไว้ รวมถึงอิทธิพลที่มันมีต่ออัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเรา
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การลบความทรงจำอันตราย คือ เรื่องของความยุติธรรม ซึ่งเอมิลีบอกว่า ถ้าลบความทรงจำออกไป คนคนนั้นจะให้การในศาลได้อย่างไร? หรือเราจะบันทึกประวัติศาสตร์กันอย่างไร? ที่สำคัญ การได้รับความยุติธรรมอาจเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูชีวิตหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรง หรือการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม ยิ่งไปกว่านั้น การลบความทรงจำอาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นเสมอไป
เอมิลียกตัวอย่างคนที่ถูกให้ยาที่ส่งผลต่อความทรงจำว่า แม้คนเหล่านั้นจำเหตุการณ์ไม่ได้ จำรายละเอียดไม่ได้ แต่พวกเขาก็ยังทุกข์อยู่ดี เพราะบางครั้ง การเผชิญกับบาดแผลโดยต่อจิ๊กซอว์ของเหตุการณ์ไม่ได้เลย อาจเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะแม้สมองจะจำไม่ได้ แต่ร่างกายอาจยังจำความเลวร้ายนั้นได้อยู่
“ผมรู้มาตลอดว่า ไม่เคยอยากลบความทรงจำเหล่านั้นเลย การเยียวยาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทันที บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี และผมอยากเชื่อว่าชีวิตยืนยาวพอสำหรับช่วงเวลาที่ทุกอย่างจะวนกลับมา และทำให้อดีตมีความหมายมากขึ้น” สตีฟกล่าวถึงความทรงจำเกี่ยวกับกับการสูญเสียเพื่อนรัก
ที่มา
Scientists have invented a way to erase bad memories. But should we?