Skip to main content

 

งานวิจัยพบว่า การเลี้ยงดูลูกแบบ “ใช้อารมณ์” และ “ความรุนแรง” ส่งผลต่อความสามารถของเด็กในการรับมือกับความเครียด ส่วนพ่อแม่มีที่สงบและมั่นคง จะช่วยให้ลูกสามารถควบคุมตัวเองและตอบสนองต่อความเครียดได้ดีกว่า

งานวิจัยชิ้นใหม่ของ เจียนหนิง ซุน นักศึกษาปริญญาเอก ร่วมกับ เอริกา ลุนเคนไฮเมอร์ ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยา และรองผู้อำนวยการเครือข่ายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทารุณกรรมเด็ก พบว่า การเลี้ยงดูลูกแบบใช้ความรุนแรง เช่น การตี หรือตะโกนใส่ลูก จะรบกวนกระบวนการควบคุมทางกายของลูกเมื่อโตขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Child Development ช่วยยืนยันทฤษฎีสำคัญดั้งเดิมที่ว่า พ่อแม่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ควบคุมทางสรีรวิทยาหลัก” ให้กับลูกเล็กๆ เมื่อพ่อแม่มีสภาวะทางร่างกายที่สงบและมั่นคง เด็กก็จะสามารถควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดได้ดีขึ้น

นักวิจัยทำการสังเกตคู่แม่ลูกกลุ่มเสี่ยงจำนวน 129 คู่ สองครั้ง ครั้งแรกตอนเด็กอายุสามขวบ และอีกครั้งในอีกหนึ่งปีต่อมา โดยที่แม่แต่ละคนตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบการเลี้ยงลูก รวมถึงพฤติกรรมรุนแรง เช่น การตะโกนหรือการลงโทษทางร่างกาย

นอกจากนั้น ในการทดลอง นักวิจัยให้โจทย์ต่อจิ๊กซอว์ที่ค่อนข้างยากกับเด็ก โดยที่แม่ได้รับคำสั่งว่าสามารถช่วยแนะนำด้วยคำพูดได้ แต่ห้ามลงมือทำแทนลูก นักวิจัยติดอุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจและการหายใจของทั้งแม่และลูก เพื่อติดตามค่า RSA หรือ Respiratory Sinus Arrhythmia ซึ่งสะท้อนถึงความเครียด โดยแปรตามการเต้นหัวใจและจังหวะการหายใจ

นักวิจัยอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงของ RSA สามารถใช้วัดความสามารถในการควบคุมตนเองได้ เช่น การควบคุมระบบร่างกายด้วยการหายใจลึกๆ หรือหยุดพักเพื่อทำให้หัวใจที่เต้นเร็วสงบลง โดยนักวิจัยวัดค่า RSA ทุกๆ 30 วินาที และพบว่า ค่า RSA ของแม่ในช่วงเวลาหนึ่ง สามารถทำนายค่า RSA ของลูกในช่วงถัดไปได้ ซึ่งเป็นหลักฐานว่า แม่สามารถช่วยควบคุมสภาวะทางสรีรวิทยาของลูกได้จริง

งานวิจัยพบว่า เด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างรุนแรงมีระดับ RSA สูงกว่า เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความท้าทาย โดยที่ระดับความเครียดที่สูงขึ้นจะใช้เวลานานกว่าจะกลับสู่ระดับปกติ

ศาสตราจารย์เอริกาอธิบายว่า การเพิ่มขึ้นของระดับ RSA ดังกล่าวชี้ว่า เด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างรุนแรงไม่สามารถควบคุมความเครียดได้ดีเท่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน จึงยิ่งต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้นเมื่อพวกเขาโตขึ้น

นักวิจัยเชื่อว่า การควบคุมทางสรีรวิทยาเป็นกระบวนการสองทาง พ่อแม่และลูกต่างส่งอิทธิพลต่อระบบประสาทของกันและกัน โดยเฉพาะในช่วงวัยก่อนเข้าเรียน อิทธิพลจากพ่อแม่ที่มีต่อลูกยังคงเด่นชัดกว่า และเมื่อเด็กวัยก่อนเข้าเรียนโตขึ้น พวกเขาจะเริ่มควบคุมตัวเองได้มากขึ้นและพึ่งพาพ่อแม่น้อยลง

“ตามทฤษฎีแล้ว การตอบสนองที่อ่อนโยนและสม่ำเสมอจากพ่อแม่จะสร้างความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง ทำให้ระบบประสาทของเด็กสงบลง นอกเหนือจากพฤติกรรมการเลี้ยงดู งานวิจัยของเรายังชี้ว่า สภาวะทางกายภาพที่สงบและควบคุมตัวเองได้ดีของพ่อแม่ในระหว่างการเลี้ยงลูก ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เพราะมันเป็นรากฐานให้เด็กเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดในร่างกายของตนเองในระยะยาว” ศาสตราจารย์เอริกากล่าว

เธอบอกว่า แม่ที่เคยถูกเลี้ยงดูด้วยความรุนแรงหรือถูกกระทำในวัยเด็ก มีความเสี่ยงที่จะเลี้ยงลูกโดยที่ใช้ความรุนแรงมากขึ้น และความเสี่ยงนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อพวกเธอรู้สึกเผชิญความหนักหน่วงกับชีวิต เช่น ความเครียดจากการเลี้ยงลูก ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาการเงิน ปัญหาจากการทำงาน หรือปัญหาด้านสุขภาพจิต

เจียนหนิงบอกว่า งานวิจัยพบว่า แม่ที่เลี้ยงลูกแบบใช้อารมณ์และความรุนแรง เด็กจะมีปัญหาในการควบคุมร่างกายของตัวเองเมื่อโตขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อปัญหาการควบคุมตนเองในอนาคต

ศาสตราจารย์เอริกากล่าวว่า ผลการศึกษานี้อาจช่วยอธิบายใหม่ว่า ทำไมเด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างรุนแรงหรือถูกกระทำ จึงมักมีระบบตอบสนองต่อความเครียดในแบบที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจเป็นผลจากการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเครียด

“แม้งานวิจัยนี้จะไม่ได้ศึกษาพฤติกรรมการเลี้ยงลูกโดยตรง แต่มันก็ช่วยยืนยันสิ่งที่ฉันค้นพบมาตลอดอาชีพการทำงานจากงานวิจัยหลายชิ้น นั่นคือ เด็กจะมีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากพ่อแม่ไวต่อความรู้สึกของลูก เข้าใจลูก ขณะเดียวกันก็ยังคงยืดหยุ่นและสามารถควบคุมตัวเองได้” ศาสตราจารย์เอริกากล่าว

เธอบอกว่า นั่นอาจเป็นเรื่องยากมาก เพราะบางครั้งลูกก็อาละวาดหนักในวันที่พ่อแม่เองก็เจอกับเรื่องหนักหนาอยู่แล้ว  การเป็นพ่อแม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่งานวิจัยนี้ชี้ว่า หากพ่อแม่หยุดสักนิดเพื่อควบคุมตัวเอง และหายใจลึกๆ ก่อนตอบสนองต่อลูก จะส่งผลสำคัญต่อการที่ลูกเรียนรู้วิธีควบคุมตัวเองเช่นกัน


ที่มา
Harsh Parenting Biologically Distorts Child Stress Regulation