Skip to main content

 

คนหนุ่มสาวในสหรัฐอเมริกา กำลังช่วยให้คนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ตกอยู่ในภาวะเป็นคนไร้บ้าน ได้มีที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง ด้วยการสร้างที่พักราคาประหยัดที่บริหารจัดการโดยอาสาสมัครนักศึกษา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของคนวัยเดียวกันที่ไร้ที่อยู่จะตกสู่วงจรการค้ามนุษย์ ปัญหาสุขภาพจิต และการฆ่าตัวตาย

ในแต่ละปี มีคนหนุ่มสาวในสหรัฐอเมริการาว 3.5 ล้านคนที่อายุระหว่าง 18–25 ปี  ต้องเผชิญกับภาวะไร้บ้าน จากปัญหาครอบครัวร่วมกับปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม เช่น ความขัดแย้งในครอบครัว การถูกทำร้าย หรือถูกปฏิเสธ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน LGBTQ+ ตลอดจนความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง

ผลที่ตามมา คือ ความเสี่ยงที่คนช่วงวัยนี้ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ ความใช้รุนแรง ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ รวมไปถึงการถูกจำคุก และการฆ่าตัวตาย

แม้จะมีองค์กรอย่าง Depaul USA, Neighborhood Coalition for Shelter ที่ดำเนินโครงการ เช่น Dax Program และ NCS Scholars ซึ่งจัดหาที่พัก อาหาร และพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำแก่นักศึกษา แต่สิ่งที่บางครั้งกลับถูกมองข้าม คือ เครือข่ายคนหนุ่มสาวทั่วประเทศที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเอง ด้วยการจัดตั้งและบริหารโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับคนในวัยเดียวกันโดยเฉพาะ

นักศึกษามหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ร่วมกันก่อตั้ง “แอกกีเฮาส์” (Aggie House) ขึ้นในปี 2021 แอกกีเฮาส์ ไม่ใช่หอพักนักศึกษาทั่วไปหรือสถานพักพิงคนไร้บ้าน แต่เป็นอพาร์ตเมนต์ราคาประหยัดที่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนนักศึกษาที่กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถานพักพิงในมหาวิทยาลัย 3 แห่งทั่วรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ต้องมีนักศึกษาคนใดไร้ที่อยู่อาศัย

เลียม นักศึกษามหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่เผชิญความขัดแย้งกับครอบครัว ทำให้เขาต้องออกจากบ้าน

เลียมเล่าว่า เขาไม่มีที่ไปเลย ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ และเงินที่มีก็มีอยู่น้อยมาก เขาย้ายไปพักตามสถานที่ต่างๆ ก่อนจะได้มาอยู่ที่แอกกีเฮาส์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย โดยอยู่กับเพื่อนร่วมห้องที่ประสบปัญหาในการหาที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน

เฮย์เวน ฟิสเตอร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส และประธานร่วมฝ่ายประสานงานภายนอกของแอกกีเฮาส์บอกว่า ในสถานพักพิงทั่วไป บางครั้งผู้คนอาจเข้าใจได้ยากกว่าว่านักศึกษาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง แต่ถ้าผู้อยู่อาศัยและอาสาสมัครต่างมีประสบการณ์ร่วมกันในฐานะนักศึกษา การพูดคุยกันจะง่ายกว่า และทำให้รู้สึกสบายใจมากกว่า

แอกกีเฮาส์ ดำเนินงานโดยอาสาสมัครระดับปริญญาตรีทั้งหมด ซึ่งผลัดกันทำงานตั้งแต่เวลา 19.00–23.00 น. และจัดหาที่พักให้ผู้อยู่อาศัยได้นานสูงสุด 1 ปี โดยเก็บค่าเช่าเดือนละ 200–300 ดอลลาร์ ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าเฉลี่ยในเมืองเดวิสถึงร้อยละ 90 โดยค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นเดือนละ 50 ดอลลาร์ เพื่อจูงใจให้ผู้อยู่อาศัยค่อยๆ ย้ายออกเมื่อพร้อม

ผู้เข้าพักต้องเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส และต้องผ่านกระบวนการคัดกรองด้วยการสมัครและสัมภาษณ์ เพื่อประเมินความจำเป็นด้านที่อยู่อาศัย หลายคนได้รับการแนะนำให้เข้าร่วมโครงการผ่านศูนย์ของมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ช่วยให้นักศึกษาเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ขณะที่ Youth to Youth หรือ Y2Y เป็นสถานพักพิงสำหรับคนไร้บ้านอายุ 18–24 ปี ที่ตั้งขึ้นโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2015 ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยที่คนหนุ่มสาวต้องเผชิญในสถานพักพิงสำหรับคนไร้บ้านทุกช่วงวัย

Y2Y ไม่ได้มุ่งให้บริการเฉพาะนักศึกษาเท่านั้น ผู้เข้าพักจำนวนมากเป็นคน LGBTQ+ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว หรือเป็นคนที่พ้นจากระบบอุปถัมภ์เด็กเนื่องจากมีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด  Y2Y จะจัดหาที่พักให้ผู้ที่มีอายุระหว่าง 18–24 ปี โดยสามารถเข้าพักได้นานสูงสุด 30 วัน

เคเล็บ โอห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ Y2Y ซึ่งกำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่า คนหนุ่มสาวที่เผชิญภาวะไร้บ้าน มักหลีกเลี่ยงสถานพักพิงสำหรับผู้ใหญ่และระบบสวัสดิการคุ้มครองเด็ก เพราะกลัวว่าจะต้องเผชิญกับการใช้สารเสพติดหรือการล่วงละเมิดทางเพศ หรือเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีจากระบบเหล่านี้มาก่อน

“การไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง และทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างมาก สิ่งที่ Y2Y มอบให้ได้ คือโอกาสที่จะได้เข้าสังคมและมีชุมชนที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง” เคเล็บกล่าว

หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดของสถานพักพิงที่บริหารโดยคนหนุ่มสาว คือ ข้อจำกัดด้านความสามารถในการรองรับผู้เข้าพัก ซึ่ง Y2Y สามารถเปิดให้บริการเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและบางช่วงของฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่นักศึกษาสามารถมาช่วยดูแลสถานที่ได้

ขณะที่อาสาสมัครของสถานพักพิงเหล่านี้เป็นนักศึกษา ที่ต้องแบ่งเวลาให้กับการเรียนด้วย จึงมีเวลาและกำลังจำกัดในการช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากนี้ อาสาสมัครยังต้องเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ต่างจากเจ้าหน้าที่ของสถานพักพิงแห่งอื่นที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ

“นั่นคือเหตุผลที่เรายึดถือแนวคิดว่า ยิ่งสามารถระบุได้เร็วว่าคนหนุ่มสาวคนหนึ่งกำลังเผชิญกับภาวะไร้บ้าน และยิ่งช่วยให้เขาเข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสป้องกันไม่ให้บาดแผลทางใจสะสมและทวีความรุนแรงขึ้น” ดาร์ลา บาร์ดีน ผู้อำนวยการบริหารของเครือข่ายแห่งชาติเพื่อเยาวชน ซึ่งผลักดันนโยบายเพื่อป้องกันและยุติปัญหาคนไร้บ้านในกลุ่มเยาวชนของสหรัฐกล่าว


ที่มา
Young Adults Are Building Safe Spaces for Unhoused Peers
 

 

↑