Skip to main content

 

องค์กรไม่แสวงกำไรในเยอรมนี จับคู่ “คู่หูต่างวัย” โดยให้ “อาสาสมัครวัยรุ่น” กับ “ผู้สูงวัย” ไปร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมด้วยกัน เพื่อสร้างการเรียนรู้ระหว่างคนสองวัย สร้างเสริมความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้สูงอายุ ขณะที่ผู้สูงอายุได้มีโอกาสเข้าสังคม ได้ปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นหลาน ช่วยคลายความเจ็บป่วย และความเหงาจากการต้องอาศัยอยู่ตัวคนเดียว

KulturistenHochZwei องค์กรไม่แสวงกำไรในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เปลี่ยนกิจกรรมทางวัฒนธรรม อย่างการไปชมคอนเสิร์ตและพิพิธภัณฑ์ให้กลายเป็น “ยาทางสังคม” ที่ทรงพลัง โดยการจับคู่เยาวชนกับผู้สูงอายุ ให้ไปเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมด้วยกัน เช่น ไปชมการแสดงซิมโฟนี ละครเวที หรือนิทรรศการศิลปะ

คุณตาวัย 85 ปี จากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองฮัมบูร์กบอกหลังกลับจากชมคอนเสิร์ตซิมโมนีกับอาสาสมัครเยาวชนในโครงการว่า อยู่กับเด็กๆ แล้ว ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง

“พวกเขาน่ารักและให้เกียรติมาก ทุกวันนี้คนชอบพูดถึงเยาวชนในแง่ลบ แต่เด็กพวกนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ เราแลกเบอร์โทรศัพท์กันด้วย หวังว่าจะได้ไปด้วยกันอีกเร็วๆ นี้” คุณตาวัย 85 ปีกล่าว

KulturistenHochZwei ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดย คริสทีน วอร์ช อดีตผู้บริหารฝ่ายการตลาดที่ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อซึ่งป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม

เธอเล่าว่า หลังจากแม่เสียชีวิต พ่อของเธอเริ่มเจ็บป่วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังทุ่มเททุกอย่างให้กับการทำงาน แต่อาการป่วยทำให้เธอพบว่า โลกของพ่อค่อยๆ หดแคบลงเรื่อยๆ

“พอเห็นว่า ความโดดเดี่ยวทำให้อาการของพ่อแย่ลงเร็วขึ้น ฉันก็เริ่มตระหนักว่า การที่ผู้สูงอายุมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและเข้าถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมมีความสำคัญแค่ไหน และความแก่ไม่ใช่แค่กระบวนการทางชีวภาพ แต่มันคือความท้าทายทางสังคม”  คริสทีน กล่าว

เธอเริ่มอาสาพาผู้สูงอายุรายได้น้อยไปชมงานศิลปะ และจดทะเบียนตั้ง KulturistenHochZwei เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรขึ้น จากกิจกรรมทดลองเพียงไม่กี่ครั้งในตอนแรก ปัจจุบันกิจกรรม “คู่หูต่างวัย” นี้ได้กลายมาเป็นเครือข่ายในระดับเมือง ที่จัดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมไปแล้วกว่า 6,000 ครั้ง และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโครงการลักษณะเดียวกันในเมืองอื่นๆ ของเยอรมนี

สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งจำนวนมากมีรายได้ที่จำกัด และอาจต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเฉพาะในบ้าน การออกไปข้างนอกพร้อมใครสักคนคือ จึงเป็นหนทางในการนำพวกเขากลับคืนสู่พื้นที่ทางสังคม

ผู้สูงอายุที่อยู่ตัวคนเดียวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,350 ยูโรต่อเดือน หรือต่ำกว่า 1,750 ยูโรสำหรับคู่สมรส จะได้รับตั๋วเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมฟรีจากความร่วมมือกับสถาบันวัฒนธรรมในท้องถิ่นราว 50 แห่งและผู้บริจาค โดยผู้สูงอายุจะถูกจับคู่กับ “คู่หู” เยาวชนที่เป็นนักเรียนอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งเกิดจากประสานงานกับโรงเรียนในพื้นที่

นักเรียนที่มาเป็นอาสาสมัคร มีข้อกำหนดว่าจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 3 ครั้งต่อปีการศึกษา จึงจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการทำงานอาสา และก่อนเข้าร่วมกิจกรรมครั้งแรกจะต้องเข้ารับการอบรม 5 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจต่อผู้อื่น

ที่สำคัญกว่านั้น อาสาสมัครเยาวชนจะต้องสวม “ชุดจำลองวัยชรา” ที่มีน้ำหนัก 35 กิโลกรัม ซึ่งจะจำกัดการเคลื่อนไหวและการมองเห็น โดยต้องทดลองขึ้นรถเมล์และเดินในพื้นที่สาธารณะ เพื่อสัมผัสการใช้ชีวิตในเมืองในฐานะผู้สูงอายุ  

ช่วงแรกนักเรียนมักมองเป็นเรื่องสนุก แต่เมื่อผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง ท่าทางของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นหลังค่อมลง เดินช้าลง และเริ่มลำบากกับการก้าวขึ้นขั้นบันไดหรือขอบฟุตปาธ

 

 

อาสาสมัครนักเรียน สวมชุดจำลองวัยชรา เพื่อสัมผัสประสบการณ์และเข้าใจความยากลำบากในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ (ภาพจากเฟสบุ๊ก Kulturisten Hoch2)

 

“นั่นคือจุดที่ความเข้าใจเริ่มเกิดขึ้น พวกเขาเริ่มรู้ว่า แม้แต่การทำเรื่องง่ายๆ ยังต้องใช้ความพยายามแค่ไหนเมื่อเราอายุมากขึ้น” คริสทีนกล่าว เธอบอกว่า สำหรับเยาวชนอาสาสมัคร นี่คือบทเรียนฉบับเร่งรัดของการเกิดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและช่วยพัฒนาทักษะความเป็นมนุษย์

การได้ทำกิจกรรมร่วมกันของ “คู่หูต่างวัย”  ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองและสานความสัมพันธ์เกิดเป็นสายใยระยะยาว มีกรณีที่นักเรียนไม่เก่งวิชาฟิสิกส์ถูกจับคู่กับนักฟิสิกส์เกษียณอายุ ซึ่งกลายมาเป็นผู้ช่วยสอนให้กับเธอ และยังคงติดต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุรายหนึ่งที่ยังคงนัดดื่มกาแฟกับอาสาสมัครนักเรียนที่เคยจับคู่กันเมื่อหลายปีก่อน

คริสทีนบอกว่า มีนักเรียนราวร้อยละ 70 เข้าร่วมกิจกรรมครบ 3 สามครั้งต่อปีการศึกษา ขณะที่อีกร้อยละ 20 มาเป็นอาสาสมัครอีกหลายต่อหลายครั้ง และบอกว่า พวกเขายังไม่อยากหยุด เธอบอกว่า แนวคิดนี้สามารถปรับใช้ได้กับทุกที่ที่มีวัฒนธรรม เยาวชน และผู้สูงอายุ ซึ่งก็คือทุกที่บนโลก


ที่มา
How Hamburg Combats Loneliness With ‘Culture Buddies'