“ความตาย” เป็นสัจธรรมที่ทุกชีวิตต้องเผชิญ โดยที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า จะคืบคลานมาเวลาใด ขณะเดียวกัน ก็มักเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยพูดถึงกัน หรือมีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า คนจำนวนมากที่ไม่ได้เตรียมตัว จึงจากไปพร้อมความรู้สึกติดค้างหรือความรู้สึกกังวล รวมถึงทิ้งภาระ และความสัมพันธ์ที่ยังไม่คลี่คลายเอาไว้กับคนใกล้ตัว
การระบาดของโควิด-19 และเหตุแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้คนจำนวนมากคิดถึงเรื่องความตายมากขึ้น ปิญชาดา ผ่องนพคุณ นักวางแผนการตายดี และผู้ก่อตั้ง “เบาใจแฟมิลี่” บอก ถึงกระนั้น คนส่วนใหญ่ก็มักวางเรื่องความตายเอาไว้และไปทำสิ่งอื่นๆ ก่อน
เช่นเดียวกับ พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลคูน ซึ่งให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ที่บอกว่า “ความตาย” เป็นหน้าที่ของมนุษย์ และเราควรทำหน้าที่นี้ให้หมดจดสวยงามที่สุดและดีที่สุด
เคทีซี จัดวงเสวนา “KTC FIT Talk” ครั้งที่ 22 หัวข้อ “วางแผนวันนี้ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง” ชักชวนให้สังคมไทยมองการเตรียมพร้อมสำหรับความตาย โดยไม่ทิ้งให้ภาระให้คนรอบข้าง รวมถึงการวางแผนชีวิตที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
พญ.นิษฐา บอกว่า ในวันที่สุขภาพของเรายังแข็งแรง เรามีอำนาจในการออกแบบให้ “วันสุดท้าย” ของเราบนโลกใบนี้เป็นไปอย่างสวยงามที่สุดได้ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เธอพบว่า คนส่วนใหญ่มักวางแผนช้าเกินไป
พญ.นิษฐา บอกว่า การเตรียมความพร้อมด้านจิตใจเป็นเรื่องสำคัญที่คนมักหลงลืม เช่น หากเกิดป่วยหนัก ต้องการให้ใครตัดสินใจเรื่องการรักษาแทนเรา หรือจะเลือกแนวทางการรักษาอย่างไร จะเตรียมใจก่อนการลาจากคนอันเป็นที่รักอย่างไร เพื่อไม่ให้คนในครอบครัวเจ็บปวด หรือเจ็บปวดน้อยที่สุด
พญ.นิษฐา บอกว่า การเตรียมใจที่ดี จะช่วยทำให้ความเจ็บปวดจากการจากลาลดน้อยลง และเป็นการจากลาที่สวยงาม การที่เราเริ่มทบทวนถึงคุณค่าความหมายการมีชีวิตของตัวเอง จะช่วยให้คนอื่นๆ เข้าใจชีวิตของเราได้มากขึ้น นอกจากนี้ การเตรียมใจยังช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของชีวิตว่า อะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรที่ไม่สำคัญกับชีวิตของเรา
ปิญชาดา บอกว่า คนส่วนใหญ่มักแยกความตายออกจากการมีชีวิต ทั้งที่ชีวิตและความตายนั้น คือ เส้นเรื่องเดียวกัน ความปรารถนาของทุกคน คือ ไม่ต้องการเป็นภาระของผู้อื่นในยามที่จะจากไป แต่เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง จำเป็นต้องมีคนอยู่ข้างกาย เป็นทีมที่มีความสัมพันธ์ที่ดี
ปิญชาดา บอกว่า การเริ่มเตรียมตัว มิติภายนอก สามารถทำไว้ล่วงหน้า เช่น พินัยกรรม การจัดการทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลที่ต้องการไปรักษา ส่วนมิติภายในเรื่องของจิตวิญญาณ ควรเตรียมใจยอมรับว่า ความตายอยู่เบื้องหน้า และความตายจะมาถึงเราทุกคน เราจึงควรกลับมาเตรียมตัวว่า ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง
ปัจจุบัน มีการพูดกันถึงเรื่อง “การตายดี” หรือการจากไปโดยที่เตรียมการหรือจัดการสะสางทุกอย่างไว้เรียบร้อยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ที่ผู้สูงวัยเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และครอบครัวสมัยใหม่ที่คนส่วนใหญ่เลือกตัดสินใจที่จะไม่มีลูก
การตายดีนั้น ครอบคลุมเรื่องของการเตรียมพร้อมทั้งทางจิตใจ ทางกายหรือการเลือกวิธีการรักษา ความปรารถนาเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง รวมถึงการจัดการความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด เว็บไซต์ชีวามิตร รวบรวมนิยามของการตายดีว่า ประกอบไปด้วย
- การยอมรับความตาย และพร้อมที่จะจากไป
- ได้เตรียมตัวทำในสิ่งที่อยากทำ
- มีส่วนร่วมตัดสินใจกำหนดสถานที่และวิธีการดูแล
- ได้รับการดูแลจากทีมสุขภาพที่เข้าใจและไว้วางใจ
- ได้รับข้อมูลและการรักษาจากแพทย์ตามความจำเป็น
- ได้รับการรักษาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด
- ไม่ถูกยื้อชีวิตอย่างไร้ประโยชน์จนจากไปอย่างไม่สงบ
- ได้รับการดูแลด้านจิตใจและอารมณ์
- เลือกได้ว่าควรได้รับการปฏิบัติอย่างไรในวาระสุดท้าย
- เลือกได้ว่าต้องการให้มีใครอยู่ด้วยในวาระสุดท้าย
- มีโอกาสร่ำลาบุคคลที่ตนรัก
- ได้สะสางสิ่งค้างคาในใจ
- ได้ทำตามความเชื่อทางจิตวิญญาณ
- ไม่สร้างภาระแก่ครอบครัว
ปิญชาดา บอกว่า การพูดคุย สื่อสารกับคนรอบตัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดย “สมุดเบาใจ” จะเป็นเครื่องมือช่วยในการปรับความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดรอบข้างให้ดีขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเขียนสมุดเบาใจ ซึ่งสมุดเบาใจนี้นอกจากเป็นการระบุถึงเจตนาของเราในวาระสุดท้ายแล้ว ยังมีผลทางกฎหมาย ที่รับรองโดย มาตรา 12 ของ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ที่ระบุว่า
"บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง"
“สมุดเบาใจ ช่วยให้คนกลับมาเห็นความสำคัญของการมีชีวิตมากขึ้น” ปิญชาดากล่าว
พญ.นิษฐา เสริมว่า การเขียนความปรารถนาลงในสมุดเบาใจ ยังช่วยให้คนรอบข้าง หรือคนในครอบครัวปฏิบัติตามความประสงค์ของเราได้มากขึ้น และยังช่วยให้แพทย์ที่ทำการรักษาเข้าใจคุณค่าในชีวิตของเรามากขึ้น และอาจเสนอวิธีการรักษาแบบใหม่ๆ ที่ทำให้คนไข้ยอมรับการรักษาได้
คัทรินทร์ ประยุกต์วิทยาฐาน เจ้าของแบรนด์น้ำมันหอมระเหย “ชมภิญญ์” ที่หายป่วยจากมะเร็งระยะต้น แบ่งปันประสบการณ์ว่า ในช่วงที่ทำธุรกิจกระเป๋า สนใจแต่การมองไปข้างหน้าโดยละเลยสิ่งที่อยู่รอบตัว หลังตรวจพบว่า เป็นมะเร็งระยะแรกในปี 2552 ทำให้ความคิดเปลี่ยนไปมาก เมื่อหายป่วย จึงตั้งสติทำลิสต์ว่า ที่ผ่านมาบกพร่องเรื่องอะไรไปบ้าง รวมถึงวางแผนเรื่องการเงิน และจัดการเงินออมให้ดี
คัทรินทร์บอกว่า สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากความเจ็บป่วย คือ การปรับชีวิตใน “5 อ” คือ อาหาร อารมณ์ อากาศ ออกกำลังกาย และอดิเรก ที่สำคัญที่สุดสุดคือ การให้อภัยตัวเองและคนอื่นๆ นอกจากนี้ ยังปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลง คุยกับตัวเองให้มากขึ้นว่า ความสุขของชีวิตเราอยู่ตรงไหน