“เทียนจิน” ไม่ใช่แค่เมืองอุตสาหกรรมหนักอีกต่อไป มันกำลังกลายเป็นหนึ่งในห้องทดลองเทคโนโลยีที่น่าจับตามองที่สุดในโลก และส่วนใหญ่เราไม่รู้เรื่องนี้เลย
ถ้าพูดถึงเมืองเทคโนโลยีของจีน ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงเซินเจิ้นที่คึกคัก หรือปักกิ่งที่แน่นไปด้วยมหาวิทยาลัยชั้นนำ บางคนอาจนึกถึงหางโจวที่เป็นบ้านของ Alibaba แต่แทบไม่มีใครพูดถึง เทียนจิน เมืองท่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากปักกิ่งนัก
นั่นอาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเรา
1) จากโรงงานเหล็กสู่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์
เทียนจิน มีอดีตเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนัก เหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ แบบที่เราเห็นได้ทั่วไปในเมืองท่าของประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย แต่ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี เมืองนี้ได้แปลงตัวเองจากฐานผลิตแบบดั้งเดิมเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ในปี 2025 GDP ของเทียนจินเติบโตที่ร้อยละ 4.8 ตัวเลขนี้อาจดูธรรมดา แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ มันเติบโตมาจากอะไร การส่งออกขยายตัวถึงร้อยละ 10.1 ในขณะที่อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28.1 นั่นไม่ใช่ตัวเลขของเมืองที่ขายเหล็กและปูนซิเมนต์
เมืองนี้กำลังขายของอย่างอื่น นั่นคือ “ความรู้”
2) สูตรลับที่เรียกว่า "1+3+4"
รัฐบาลท้องถิ่นเทียนจินออกแบบโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในรูปแบบที่เรียกว่า "1+3+4" ซึ่งเป็นวิธีคิดที่น่าสนใจมาก
"1" คือแกนกลาง
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะ พวกเขาทุ่มเงิน 10,000 ล้านหยวนเพื่อสร้างโรงงานอัจฉริยะและระบบดิจิทัลกว่า 102 แห่ง พร้อมกับพัฒนาชิป Phytium และระบบปฏิบัติการ Kylin ที่เป็นของตัวเอง เป้าหมายชัดเจน เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในยุคที่สงครามเทคโนโลยีกำลังร้อนระอุ
และถ้าจะพูดถึงชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดในจิ๊กซอว์นี้ ต้องพูดถึง SMIC (Semiconductor Manufacturing International Corporation) — ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน ที่มีฐานการผลิตในเทียนจิน การมีอยู่ของ SMIC ทำให้ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของเมืองนี้สมบูรณ์ในแบบที่เมืองอื่นในจีนทำไม่ได้ ออกแบบชิปในเมือง, ผลิตชิปในเมือง, และใช้ชิปในโรงงานของเมือง
"3" คืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ได้แก่ ชีวการแพทย์, พลังงานใหม่ และวัสดุใหม่ ตัวอย่างที่เห็นรูปธรรมที่สุดคือ CanSinoBIO ที่พัฒนาวัคซีนระดับโลก และโรงงานแบตเตอรี่ที่กำลังป้อนพลังงานให้กับรถ EV ทั่วเอเชีย
"4" คืออุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ถูกยกระดับ
การบินและอวกาศ, ปิโตรเคมี, อุปกรณ์การผลิต และยานยนต์ เทียนจินเป็น เมืองเดียวในจีน ที่มีคลัสเตอร์การผลิตเครื่องบิน Airbus, เฮลิคอปเตอร์ และโดรนอยู่ในที่เดียวกัน
3) เทียนจินไม่ได้สู้คนเดียว แต่เป็นส่วนสำตัญของพลังของสามเหลี่ยม Jing-Jin-Ji
สิ่งที่ทำให้ "เทียนจิน" ต่างจากเมืองอุตสาหกรรมที่พยายามปรับตัวทั่วโลก คือ มันไม่ได้สู้คนเดียว
ภายใต้ยุทธศาสตร์ Jing-Jin-Ji รัฐบาลจีนได้กำหนดบทบาทที่ชัดเจนให้สามเมืองในภาคเหนือ ปักกิ่ง คือ สมองที่วิจัยและออกแบบ, เทียนจิน คือมือที่แปลงงานวิจัยออกมาเป็นสินค้าจริง และ เหอเป่ย คือฐานที่รองรับการผลิตขนาดใหญ่
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ คือ "สวนนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับอุดมศึกษาเทียนจิน-หนานไก" ที่ดึงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของปักกิ่งมาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์จริงในโรงงานเทียนจิน ในปี 2025 สวนแห่งนี้มีมูลค่าผลผลิตเกิน 50,000 ล้านหยวน และเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีกว่า 3,000 แห่ง
4) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทำลายสถิติโลก
แต่ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ทำให้เทียนจินแตกต่างจากเมืองอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างแท้จริง ต้องพูดถึง Tianhe-3 หรือที่รู้จักในชื่อ "ซิงอี้"
ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติในเทียนจินเป็นของแห่งแรกในจีน และปัจจุบันเป็นที่ตั้งของระบบประมวลผลระดับ Exascale ที่สมรรถนะสูงถึง 1.57 ExaFLOPS ตัวเลขที่ทำให้เครื่องนี้ติดอันดับสมรรถนะสูงที่สุดในโลกเมื่อเปิดตัว
แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าตัวเลขความเร็ว คือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน Tianhe-3 ครองอันดับหนึ่งในรายการ Big Data Green Graph500 ถึง 12 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งหมายความว่ามันไม่ใช่แค่เร็ว มันเร็วแล้วยังประหยัดด้วย
และสิ่งที่เปลี่ยนเกมจริงๆ คือ Tianhe-3 ไม่ได้อยู่แค่ในห้องวิจัย มันให้บริการผ่าน Tianhe Simulation Cloud Platform 3.0 ที่บริษัทกว่า 100 แห่งใช้ในการจำลองการออกแบบผลิตภัณฑ์จริง ตั้งแต่ชิ้นส่วนอากาศยานไปจนถึงสูตรเคมีภัณฑ์
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า โครงสร้างพื้นฐานของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure of Infrastructure)
5) ท่าเรืออันดับ 4 ของโลก: ประตูที่ฉลาดที่สุด
ทุกอย่างที่ผลิตในเทียนจินต้องออกไปสู่โลกผ่านจุดเดียว ท่าเรือเทียนจิน ที่ใหญ่ที่สุดในจีนตอนเหนือ และมีปริมาณสินค้าผ่านท่าติดอันดับ 4 ของโลก เชื่อมต่อกับกว่า 170 ประเทศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าขนาดคือ ความฉลาด ท่าเรือแห่งนี้ได้นำเทคโนโลยี 5G และระบบจัดการอัตโนมัติมาใช้จนแปลงตัวเองเป็น "Green and Smart Port" ตู้คอนเทนเนอร์ถูกเคลื่อนย้ายด้วยรถเครนอัตโนมัติ, ระบบ AI วิเคราะห์เส้นทางเรือและพยากรณ์ความล่าช้าล่วงหน้า และทุกขั้นตอนถูกติดตามแบบ real-time
สำหรับอุตสาหกรรมไฮเทคที่ต้องการชิ้นส่วนถูกส่งถึงมือในเวลาที่แม่นยำ ท่าเรืออัจฉริยะคือ ความได้เปรียบที่จับต้องได้
6) เศรษฐกิจระดับต่ำ: เมื่อท้องฟ้ากลายเป็น "ถนนสายใหม่"
หนึ่งในเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่กำลังเกิดขึ้นในเขต TEDA ของเทียนจินคือสิ่งที่จีนเรียกว่า Low-altitude Economy หรือ "เศรษฐกิจระดับต่ำ"
พูดง่ายๆ คือการทำให้ท้องฟ้าต่ำกว่า 1,000 เมตรกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดรนขนส่งสินค้า, แท็กซี่บินได้ (eVTOL), และระบบควบคุมการจราจรทางอากาศอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้กำลังถูกทดสอบในเขตนำร่องของเทียนจินจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในห้องประชุม
เทียนจินมีข้อได้เปรียบพิเศษในเรื่องนี้ เพราะมีทั้งโรงงาน Rainbow UAV ที่ผลิตโดรนระดับทหารและพลเรือน และทีมวิจัยหุ่นยนต์ใต้น้ำจาก Deepfar ที่นำเทคโนโลยีเดียวกันมาประยุกต์ใช้ ทำให้ความสามารถในการสร้างและควบคุมยานพาหนะอัตโนมัติทั้งในอากาศและใต้น้ำอยู่ในเมืองเดียวกัน
7) เมืองนิเวศที่ไม่ใช่แค่ป้ายสีเขียว
หลายคนเคยได้ยินชื่อ เมืองนิเวศจีน-สิงคโปร์ (SSTEC) แต่น้อยคนจะรู้ว่ามันก้าวหน้าไปขนาดไหนแล้ว
โครงการ "Snowflake Network" ที่นำร่องในเขตนี้คือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและ ซ่อมแซมตัวเองได้โดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์คือความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าเกิน 99.99% และรับพลังงานสะอาดเข้าระบบได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30
เมืองนี้ยังมีระบบ Digital Twin ที่จำลองทุกอย่างตั้งแต่การไหลของน้ำ ความหนาแน่นจราจร ไปจนถึงการจัดการขยะ ไม่ใช่แค่เพื่อดูข้อมูล แต่เพื่อ ตัดสินใจ โดยอัตโนมัติ
8) บทเรียนสำหรับนักลงทุนและนักนโยบาย
หากคุณกำลังติดตามพัฒนาการของห่วงโซ่อุปทานโลกหรือการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนและตะวันตก เทียนจินคือตัวอย่างที่ต้องศึกษา เพราะเมืองนี้กำลังทำสิ่งที่ยากมาก มันไม่ได้แค่ ดึงดูดการลงทุน แต่กำลังสร้าง ระบบนิเวศ ที่สามารถพึ่งตนเองได้ทางเทคโนโลยี ตั้งแต่ชิปที่พัฒนาเอง ระบบปฏิบัติการที่ผลิตเอง ไปจนถึงซอฟต์แวร์วิศวกรรมที่ไม่ต้องพึ่งตะวันตก
นโยบาย "Haihe Talent Plan" ที่เสนอเงินสนับสนุนสตาร์ทอัพสูงถึง 5 ล้านหยวนพร้อมแพ็กเกจที่อยู่อาศัยและโรงเรียนสำหรับบุตรหลาน คือหลักฐานว่าพวกเขาเข้าใจว่า คน คือตัวแปรสำคัญที่สุด
9) ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเรา
ในทศวรรษหน้า การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในรัฐสภาหรือโต๊ะเจรจา มันจะเกิดขึ้นใน ห้องเซิร์ฟเวอร์, โรงงานอัจฉริยะ และเมืองทดลอง แบบที่เทียนจินกำลังสร้าง
เมืองที่ครั้งหนึ่งเราแทบไม่รู้จัก อาจกำลังกำหนดอนาคตของการผลิต, พลังงาน และนวัตกรรมในระดับโลก
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราควรหยุดมองข้าม “เทียนจิน”