พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
ใครที่อ่านรายงานเศรษฐกิจยุโรปช่วงสองสามปีมานี้ คงรู้สึกเหมือนกันหมดว่า ทวีปนี้ "เหนื่อย" ไม่ใช่เหนื่อยแบบคนป่วยที่เดี๋ยวก็หาย แต่เหนื่อยแบบคนแก่ที่เดินช้าลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็หยุดเดิน
ในปี 2025 เศรษฐกิจเยอรมนีโต 0.4% คณะกรรมาธิการยุโรปพยากรณ์ GDP สหภาพยุโรปปี 2026 ไว้ที่ 1.1% ยูโรโซน 0.9% ตัวเลขพวกนี้ถ้าโผล่มาในเอเชีย เราคงเรียกมันว่าวิกฤตกันไปแล้ว ประเทศไทยก็ไม่ได้ไกลจากจุดนี้เท่าไหร่ แต่ที่ยุโรปมันถูกนำเสนอด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนเรื่องธรรมดา เพราะโตแบบนี้มานานแล้ว และนั่นแหละที่น่ากลัวกว่าตัวเลขเสียอีก เพราะมันหมายความว่าคนในยุโรปเริ่ม "ชิน" กับความถดถอยแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ขาลง” ตามวัฏจักรที่รอเดี๋ยวก็เด้งกลับ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมมานานจนมาถึงจุดที่โมเดลเดิมใช้การไม่ได้อีกต่อไป
ลองนึกภาพยุโรปช่วงหลังสงครามเย็น ทวีปนี้วางยุทธศาสตร์การเติบโตบนสมมติฐานสามข้อ
- ข้อแรก ก๊าซธรรมชาติราคาถูกจากรัสเซียจะไหลมาเรื่อยๆ
- ข้อที่สอง สหรัฐฯ จะค้ำประกันความมั่นคงให้ผ่าน NATO
- ข้อที่สาม จีนจะเป็นทั้งโรงงานผลิตและตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สามข้อนี้พังพร้อมกันไปหมดแล้ว
ท่อ Nord Stream กลายเป็นเศษเหล็กก้นทะเลบอลติก ยุโรปต้องนำเข้า LNG จากอเมริกาและกาตาร์ในราคาแพงกว่าก๊าซผ่านท่อหลายเท่า ต้นทุนนี้ฝังถาวรเข้าไปในราคาของทุกอุตสาหกรรม ทรัมป์ประกาศชัดว่ายุโรปต้อง "จ่ายค่าคุ้มครอง" เอง ส่วนจีนก็ไม่ได้เป็นแค่โรงงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นคู่แข่งที่ส่งรถ EV ราคาถูกมาตีตลาดยุโรปถึงบ้าน
เสาสามต้นหักพร้อมกัน ยุโรปก็เซ
แต่ถ้าจะโทษปัจจัยภายนอกอย่างเดียวก็คงไม่ยุติธรรม ยุโรปขุดหลุมให้ตัวเองด้วย
ลองดูวงการเทคโนโลยี ยุโรปมีมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีนักวิจัยระดับโนเบล มีงานตีพิมพ์เยอะแยะ แต่เปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นบริษัทระดับโลกแทบไม่ได้เลย ทำไม? เพราะระบบถูกออกแบบมาเพื่อ "ควบคุมความเสี่ยง" มากกว่า "ส่งเสริมให้คนลอง" ประเทศไทยยังแห่ให้ราชการและสถาบันการศึกษาไปดูงานที่ยุโรปกันอยู่นะครับ
ยุโรปออก GDPR มาคุมข้อมูล ออก AI Act มาคุมปัญญาประดิษฐ์ ออก Digital Markets Act มาคุมแพลตฟอร์ม ทุกฉบับเจตนาดีหมด แต่ผลคือ สตาร์ทอัพต้องเอาเวลาและเงินไปนั่งทำ compliance แทนที่จะพัฒนาสินค้า ตลาดทุนก็ขาดกองทุน Venture Capital ใหญ่ๆ ที่กล้าลงเงินในรอบท้ายๆ บริษัทไหนโตได้ถึงจุดหนึ่งก็ต้องระดมทุนต่อนิวยอร์ก สุดท้ายนวัตกรรมยุโรปก็ไหลไปอเมริกาหมด
ยุโรปเก่งเรื่องออกกฎ แต่ไม่ค่อยเก่งเรื่องสร้างของ
อีกเรื่องคือ โครงสร้างประชากร สัดส่วนคนวัยทำงานต่อผู้รับบำนาญลดลงทุกปี ภาษีที่คนหนุ่มสาวแบกรับหนักขึ้นเรื่อยๆ เงินก้อนโตถูกใช้ไปกับการดูแลคนแก่ เหลือลงทุนในสิ่งใหม่น้อยลง ทำไมคนรุ่นใหม่จะเสี่ยงเปิดบริษัทถ้าภาษีและประกันสังคมกินไปเกือบครึ่ง? แรงจูงใจในการสร้างความมั่งคั่งใหม่ถูกบั่นทอนทีละนิดจนแทบไม่เหลือ
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่าง "ทุนเก่า" กับ "คนรุ่นใหม่"
ดัชนี STOXX 600 กับ DAX ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ถ้าดูว่าใครดันดัชนีขึ้น มันคือ LVMH, Hermès, Novo Nordisk, ASML กำไรไหลไปสู่นักลงทุนและผู้ถือหุ้นที่เป็นกลุ่มทุนเก่า ในขณะที่เยาวชนอายุ 20-24 ปีในยุโรปตกอยู่ในสภาวะ NEET คือ ไม่ทำงาน ไม่เรียน ไม่ฝึกทักษะอะไรเลย เฉลี่ย 12.9% เยอรมนีเองก็ 10% ไปแล้ว
คนรุ่นใหม่หาทางขึ้นไม่ได้ คนแก่ถือทรัพย์สมบัติไว้แน่น ความโกรธก็ไปลงที่พรรคการเมืองสุดโต่ง ไม่ว่าจะขวาจัดหรือซ้ายจัด จาก AfD ในเยอรมนี ถึง Rassemblement National ในฝรั่งเศส ถึง Brothers of Italy ในอิตาลี คนที่รู้สึกถูกทิ้งไม่ได้ต้องการคำอธิบายเชิงโครงสร้าง พวกเขาต้องการ "คนผิด" และ “ผู้อพยพ” คือ เป้าที่ง่ายที่สุด
สงครามยูเครนที่ลากยาวกว่า 5 ปีซ้ำเติมทุกอย่างเข้าไปอีก ผู้ลี้ภัยกว่า 4 ล้านคนต้องได้รับการดูแล งบประมาณตึงตัวอยู่แล้วก็ยิ่งตึง สหรัฐฯ กดดันให้เพิ่มงบกลาโหมเป็น 2% ของ GDP รัฐบาลทุกประเทศก็เจอคำถามเดียวกัน “จะเอาเงินจากไหน?” คำตอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เฉือนจากสวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยุโรปหวงแหนที่สุด การเมืองจึงติดอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทางออกมีไหม “มี” แต่พูดง่ายกว่าทำมาก
รายงานของ Mario Draghi ชี้ว่า ยุโรปต้องลงทุนเพิ่มอีกปีละ 800,000 ล้านยูโรถ้าจะแข่งขันกับสหรัฐฯ และจีนได้ เงินมหาศาลขนาดนี้เอามาจากไหนในเมื่อทุกประเทศหนี้สาธารณะสูงลิ่ว?
สิ่งที่ต้องทำคือ ลดกฎระเบียบที่ขวางกั้นการสร้างธุรกิจ รวมศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ตอนนี้กระจัดกระจายอยู่ 27 ประเทศให้ทำงานร่วมกันได้ และเปลี่ยนมุมมองต่อผู้อพยพจาก "ภาระ" เป็น "ทรัพยากร" ที่ต้องคัดกรองและฝึกทักษะอย่างจริงจัง
แต่เรื่องพวกนี้ต้องอาศัยความกล้าทางการเมืองที่ตอนนี้หาแทบไม่เจอในยุโรป ทุกครั้งที่มีการเสนอปฏิรูป ก็จะมีประเทศสมาชิกสักสองสามประเทศวีโต้ เพราะกลัวเสียอธิปไตย กลัวเสียคะแนนเสียง กลัวทุกอย่าง
ยุโรปไม่ได้ขาดแผน ขาดแค่คนกล้าลงมือ
ทีนี้มาถึงเรื่องของเราบ้าง ความอ่อนแอของยุโรปส่งผลต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง และผลนั้นไม่ได้มีแค่ด้านเดียว
ด้านที่เห็นชัดที่สุดคือ การย้ายฐานการผลิต เมื่อต้นทุนพลังงานและแรงงานในยุโรปแพงขึ้นถาวร บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ เริ่มมองหาที่ใหม่ อาเซียนโดยเฉพาะไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ แต่ "อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ" กับ "คว้าเอาไว้ได้" เป็นคนละเรื่อง ถ้าโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และแรงงานของเรายังไม่พร้อม ทุนพวกนี้ก็ไหลไปอินเดียหรือเม็กซิโกแทน
อีกกระแสที่น่าสนใจคือ เงินและคนเก่งที่ไหลออกจากยุโรป กลุ่มทุนเก่าและครอบครัวเศรษฐีเริ่มกังวลกับภาษี ความไม่มั่นคง และเศรษฐกิจที่โตช้า ทุนพวกนี้กำลังมองหาที่จอดใหม่ คนทำงานทักษะสูงและ Digital Nomad ก็เลือกย้ายมากรุงเทพฯ เชียงใหม่ บาหลี โฮจิมินห์ เพราะค่าครองชีพต่ำกว่า คุณภาพชีวิตดีกว่า กระแสนี้ไม่ได้แค่เอาเงินมา แต่เอาเครือข่าย ความรู้ และคอนเนกชันติดมาด้วย ถ้าเมืองในอาเซียนรู้จักใช้ นี่คือทุนปัญญาที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อยุโรปต้องการพันธมิตรเพื่อคานอำนาจจีนและลดการพึ่งพาสหรัฐ อาเซียนจะมีที่นั่งบนโต๊ะเจรจาที่สบายขึ้น โอกาสปิดดีล FTA ที่ดีขึ้นเปิดกว้าง แต่ต้องระวังด้วย ยุโรปที่กำลังอ่อนแอมีแนวโน้มจะ "ป้องกันตัวเอง" ผ่านภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) หรือข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นกำแพงกีดกันสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมของเราได้
อย่าลืมด้วยว่า กำลังซื้อของชนชั้นกลางยุโรปถูกบีบจากเงินเฟ้อและค่าครองชีพ สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าเกษตรแปรรูป จากอาเซียนที่ส่งไปยุโรปอาจได้รับผลกระทบ ผู้ส่งออกต้องกระจายตลาดไปตะวันออกกลาง แอฟริกา หรือตลาดในอาเซียนเอง อย่าพึ่งยุโรปมากเกินไป
ยุโรปกำลังเขียนบทเรียนราคาแพงให้โลกดูว่า มันเกิดอะไรขึ้นเมื่อโครงสร้างสถาบันวิ่งตามโลกไม่ทัน ทวีปที่เคยรวยที่สุด มีสวัสดิการดีที่สุด เคยเป็นต้นแบบให้ทุกประเทศ กำลังค้นพบว่า "ความสำเร็จในอดีต" ไม่ "การันตีอนาคต"
สำหรับอาเซียน ช่วงเวลานี้คือ หน้าต่างโอกาสที่อาจไม่เปิดนานนัก ทุน เทคโนโลยี และคนเก่งกำลังไหลออกจากโลกเก่า คำถามคือ เราพร้อมรับมันแค่ไหน กฎระเบียบเราเอื้อไหม โครงสร้างพื้นฐานเราถึงไหม หรือเราจะยืนดูมันไหลผ่านไปหาที่อื่นที่พร้อมกว่า
คำตอบอยู่ที่ว่า เราจะทำอะไรในอีกสองสามปีข้างหน้านี้ ไม่ใช่ปีหน้า ไม่ใช่ชาติหน้า ตอนนี้เลย
.