ต้นไม้ในเมืองและธรรมชาติในเขตเมือง มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนชีวิตในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการช่วยลดปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนเมือง รวมถึงเป็นวิธีป้องกันสภาพเกาะความร้อนจากสภาพอากาศที่รุนแรง และภาวะน้ำท่วมที่เกิดบ่อยครั้งมากขึ้น
ในปี 2021 เซซิล โคนิจเนนไดก์ ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ในเมือง และผู้ก่อตั้งสถาบัน Nature-Based Solutions Institute (NBSI) ในสวีเดน นำเสนอแนวทางง่ายๆ สำหรับการพัฒนาป่าและพื้นที่สีเขียวในเมือง ด้วยหลักการที่เรียกว่า “3-30-300”
แนวทาง “3-30-300” มุ่งเน้นบทบาทความสำคัญของต้นไม้ในเมืองและธรรมชาติในเขตเมืองที่มีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน รวมถึงเป็นการปรับตัวรับมือเพื่อกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการพิจารณาองค์ประกอบที่หลากหลายของป่าไม้ในเมือง และการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่ธรรมชาติได้อย่างทั่วถึง โดยการทำให้ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวในเมืองแทรกซึมอยู่ในทุกพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิต ทำงาน และเรียนรู้ ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางที่นำไปปฏิบัติและติดตามผลได้ไม่ยาก ทั้งยังจดจำได้ง่าย
หลักการ 3–30–300 ประกอบไปด้วย เป้าหมายสำคัญ 3 ข้อที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สำหรับการสร้างพื้นที่ป่าไม้ในเมือง ได้แก่
3 คือ การที่ประชาชนควรสามารถมองเห็นต้นไม้ที่โตเต็มที่อย่างน้อย 3 ต้นได้จากบ้านของตนเอง
30 คือ สัดส่วนที่คิดเป็นร้อยละของพื้นที่ในแต่ละย่านที่ต้องมีเรือนยอดไม้ปกคลุม โดยพื้นที่ในแต่ละย่านควรมีสัดส่วนเรือนยอดไม้ปกคลุมอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์
300 คือ ระยะเดินเท้าจากบ้านถึงสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวคุณภาพดี ซึ่งประชาชนควรสามารถเดินจากบ้านไปยังสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวสาธารณะที่มีคุณภาพได้ในระยะทางไม่เกิน 300 เมตร
ในสภาพปัจจุบันที่ประชากรในเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น รวมถึงสภาพอากาศสุดขั้ว และรุนแรงบ่อยครั้งขึ้น ต้นไม้ในเมืองจึงเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยธรรมชาติที่ให้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยลดอุณหภูมิบนท้องถนนในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน ช่วยเรื่องของคุณภาพอากาศ ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม และสร้างพื้นที่ให้ธรรมชาติและสัตว์ป่าสามารถดำรงอยู่และเติบโตได้
นอกจากนี้ ต้นไม้และพื้นที่สีเขียวยังช่วยส่งเสริมสุขภาพจิต สุขภาวะทางกาย และช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนในเมืองด้วย
ปัจจุบัน หลักการ 3-30-300 ถูกนำไปใช้โดยเทศบาลหลายร้อยแห่งทั่วโลก รวมถึงเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น แอนต์เวิร์ป อาร์เนม เอเธนส์ เบลฟาสต์ เบลเกรด ดาร์วิน ฟลอเรนซ์ ฟอร์ตคอลลินส์ (รัฐโคโลราโด) ฮัมบูร์ก ชัยปุระ ลวิฟ มัลเมอ มิวนิก น็องต์ นีซ บาเลนเซีย วอชิงตัน ดี.ซี. วรอตสวัฟ และเซียะเหมิน
นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศและองค์กรไม่แสวงหากำไรหลายแห่งยังแนะนำให้นำหลักการนี้ไปใช้ และหลักการดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าด้วยป่าไม้ในเขตเมืองของบราซิลด้วย
สถาบัน NBSI ยังให้ความช่วยเหลือในการพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ ตลอดจนจัดเวิร์กช็อป การอบรมเชิงลึก การฝึกอบรม และการบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ โดยมีการกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์ และยังมีการจัดทำแหล่งข้อมูลและเอกสารประกอบจากทั้งระดับนานาชาติและกลุ่มประเทศนอร์ดิก เพื่อสนับสนุนการนำหลักการนี้ไปใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก มีการดำเนินงานโดยนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางภายใต้โครงการ Yggdrasil – The Living City และจัดทำคู่มือ 3+30+300 Handbook ที่รวบรวมแนวทางปฏิบัติ คำอธิบายเกี่ยวกับวิธีการและหลักเกณฑ์ต่างๆ ตลอดจนคำถามที่พบบ่อยอย่างครอบคลุมเพื่อสนับสนุนการทำงานของเทศบาล นักวางผังเมือง ที่ปรึกษา และผู้กำหนดนโยบาย ในการนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้กับบริบทของเมืองที่มีความหลากหลาย
ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือดังกล่าว รวมถึงรายงาน เอกสารข้อมูลพื้นฐาน และวิดีโอแนะนำหลักการ 3+30+300 ได้ที่ https://tradkontoret.se/yggdrasil/
ที่มา
The 3+30+300 Principle for Healthier and Greener Cities
Growing Urban Forests: The 3-30-300 Rule