งานวิจัยหลายชิ้นกำลังชี้ว่า เทคโนโลยี “เอไอ” นอกจากสามารถทำให้เรารับรู้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและเกิดเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องแล้ว ยังสามารถส่งผลต่อความทรงจำของเราในระดับที่ทำให้จดจำรายละเอียดที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง และเชื่อมั่นว่า สิ่งนั้นเป็นความจริง
โดยปกติ เรามักเชื่อว่า “ความทรงจำ” เป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสมอง แต่ในความเป็นจริง สมองไม่ได้เก็บและเรียกคืนความทรงจำเหมือนการบันทึกและเปิดวิดีโอย้อนหลัง แต่ความทรงจำถูกสร้างขึ้นใหม่จากสิ่งที่เราเคยพบเห็น ร่วมกับรายละเอียดที่ยังหลงเหลืออยู่ และข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมในภายหลัง กระบวนการนี้ ทำให้ความทรงจำของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ แม้จะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็ตาม
เมื่อเอไอเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ที่นำโดย ศาสตราจารย์แพทตี้ มาส จึงเริ่มศึกษาว่า ภาพ วิดีโอ สรุปข้อมูล และบทสนทนาที่สร้างโดยเอไอจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มนุษย์จดจำได้มากเพียงใด
ในการทดลองที่มีผู้เข้าร่วม 200 คนชมภาพถ่ายจริง ก่อนชมเนื้อหารูปแบบต่างๆ ทั้งภาพเดิม ภาพที่ดัดแปลงด้วย เอไอ วิดีโอที่สร้างด้วยเอไอ และวิดีโอที่สร้างจากภาพที่ดัดแปลงด้วยเอไอ
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ชมวิดีโอซึ่งสร้างจากภาพที่ผ่านการดัดแปลงด้วยเอไอ มีความทรงจำผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงในอัตราสูงกว่ากลุ่มควบคุมถึง 2.05 เท่า นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังมีความมั่นใจในความทรงจำที่ผิดเพี้ยนเหล่านั้นมากกว่ากลุ่มควบคุม 1.19 เท่า
ในการจำลองการสอบปากคำพยานในคดีอาชญากรรม พบว่า ร้อยละ 36.4 ของกลุ่มคนที่สนทนากับแชตบอตให้คำตอบที่มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จริง โดยที่ยังคงมีความทรงจำเท็จและมั่นใจในรายละเอียดที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงต่อเนื่องยาวนานไปเกินกว่า 1 สัปดาห์
ขณะที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่า บทสรุปที่สร้างโดยเอไอส่งผลต่อความทรงจำของผู้คน งานวิจัยพบว่า ร้อยละ 83.6 ของผู้ที่อ่านบทสรุปที่ถูกต้องสามารถจดจำข้อมูลที่ถูกต้องได้ แต่ในกลุ่มที่อ่านบทสรุปที่เขียนโดยเอไอ สัดส่วนความถูกต้องดังกล่าวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 44.8 แม้นักวิจัยจะแจ้งให้ทราบว่า บทสรุปนั้นสร้างขึ้นด้วยเอไอ ก็ไม่สามารถขจัดความบิดเบือนของความทรงจำได้ทั้งหมด
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งติดตามคนจำนวน 1,372 คน พบว่า ร้อยละ 75 ของผู้ใช้งานเอไอนำเหตุผลที่เอไอเสนอมาใช้ในการทำงาน แม้เหตุผลเหล่านั้นจะมีความคลาดเคลื่อนจากความถูกต้องก็ตาม
มีการศึกษาเกี่ยวกับความทรงจำ พบว่า คนที่เขียนเรียงความด้วยตัวเอง นอกจากจะมีระดับกิจกรรมของสมองสูงที่สุด ยังสามารถจดจำสิ่งที่เขียนได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับคนที่ใช้เสิร์ชเอนจิ้น ขณะที่คนที่ใช้เอไอช่วยเขียนเรียงความพบว่า มีระดับกิจกรรมของสมองต่ำที่สุด และสามารถจดจำสิ่งที่เขียนได้น้อยกว่าคน 2 กลุ่มข้างต้น
งานศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ติดตามนักเรียนมากกว่า 25,000 คน เป็นเวลา 30 เดือน พบว่า เอไอช่วยให้คะแนนการบ้านดีขึ้น แต่เมื่ออยู่ในการสอบที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด นักเรียนกลับมีผลสอบที่ย่ำแย่
มีงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature เมื่อปี 2024 พบว่า การทำงานร่วมกับเอไออาจให้ผลลัพธ์ที่ดี หากมนุษย์มีความสามารถเหนือกว่าเอไอในงานประเภทนั้นๆ โดยผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญมักสามารถตรวจสอบ ตั้งคำถาม และจับข้อผิดพลาดในคำตอบของเอไอได้ดีกว่าผู้ที่ไม่มีพื้นฐานในเรื่องเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดและงานวิจัยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็แสดงให้เห็นว่า มนุษย์มีความเปราะบางต่อการถูกบิดเบือนความทรงจำได้มากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เอไอจะเข้ามาควบคุมความทรงจำของมนุษย์ได้ทั้งหมด
ปัจจุบัน นักพัฒนาด้านเทคโนโลยีและหน่วยงานที่กำกับดูแล กำลังเสนอแนวทางป้องกัน เช่น การพัฒนาระบบตรวจสอบที่มาของข้อมูล เพื่อแยกหลักฐานที่บันทึกไว้จริงออกจากข้อมูลหรือข้อสรุปที่อนุมานจากเอไอ การต้องระบุอย่างชัดเจนเมื่อเนื้อหาผ่านการดัดแปลง ตลอดจนกำหนดให้มีการตรวจสอบข้อมูลโดยอิสระในงานที่มีความเสี่ยงสูง
ที่มา
AI Can Rewrite Your Memories, and You May Never Notice
Scientists Say AI Can Plant False Memories—and It’s Slowly Decaying Your Mind