Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
 


ถ้าจะเข้าใจว่าสิงคโปร์เอาตัวรอดยังไงในยุคที่โลกกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ เราต้องเริ่มจากคนที่กุมหางเสือก่อน เพราะวิสัยทัศน์แบบไหนจะออกมา มันขึ้นอยู่กับว่าคนพูดเคยผ่านอะไรมา


จากห้องตรวจคนไข้มาสู่ห้องประชุมครม


ก่อนจะมาเป็นคีย์แมนด้านเศรษฐกิจของสิงคโปร์ เส้นทางของ ดร. ตัน ซี เหล็ง ไม่ได้โตมาในระบบราชการที่ค่อยๆ ไต่เต้าตามขั้น เขามาจากสมรภูมิที่ต้องการการตัดสินใจเฉียบขาดในเสี้ยววินาที

เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาและโลหิตวิทยา คนที่ต้องวินิจฉัยโรคร้ายที่ซับซ้อนและตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายของคนไข้ทุกวัน หลังจากนั้นเขาก้าวข้ามจากห้องตรวจไปสู่ห้องบอร์ดรูม ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของเครือข่ายโรงพยาบาลและธุรกิจสุขภาพระดับภูมิภาค

ประสบการณ์ตรงนี้มีผลต่อวิธีคิดของเขาอย่างมาก เพราะมันทำให้เขามอง "รัฐ" ไม่เหมือนเทคโนแครตที่โตมากับตำรา เขามองรัฐเหมือนองค์กรหนึ่งที่ต้องแข่งขัน ต้องปรับตัว และถ้าช้าก็ตาย เวลาในมุมมองของเขาไม่ใช่สิ่งที่มีเหลือเฟือ แต่มันคือ ต้นทุนที่แพงที่สุด

พอเขามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม เลนส์ที่เขามองโลกจึงต่างจากนักการเมืองทั่วไป นวัตกรรมและการค้าในสายตาเขาไม่ใช่เรื่องสวยงามบนเวทีสัมมนา แต่มันคือเครื่องช่วยชีวิตของรัฐเล็กที่ต้องพึ่งตัวเอง
 

ลัทธิชาตินิยมทางทรัพยากร: สัญญาณเตือนที่ไม่มีใครอยากฟัง


ด้วยพื้นเพแบบนี้ จึงไม่แปลกที่คำพูดของเขาบนเวทีเศรษฐกิจเมื่อไม่นานมานี้จะหนักแน่นกว่าคนทั่วไป

สิ่งที่ ดร. ตัน หยิบขึ้นมาเตือนคือเรื่อง "ลัทธิชาตินิยมทางทรัพยากร" หรือ Resource Nationalism ที่กำลังกัดเซาะกลไกสัญญาระดับโลกจนผุกร่อน ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ถูกฉีกกระชากด้วยสงครามการค้าและการแย่งชิงห่วงโซ่อุปทาน ประเทศมหาอำนาจอาจมองเรื่องนี้เป็นเกมต่อรอง แต่สำหรับสิงคโปร์ที่เป็นเกาะเล็กๆ ไม่มีแร่ธาตุ ไม่มีแผ่นดินกว้างขวาง มันคือ “สัญญาณอันตราย” ระดับเอาตัวรอด

เขาไม่ได้พูดลอยๆ แต่กำลังบอกว่า เมื่อสัญญาโลกเริ่มพังทลาย สิ่งเดียวที่รัฐเล็กจะใช้เป็นเกราะและเป็นอาวุธต่อรองได้ก็คือ “ปัญญา เทคโนโลยี และโครงสร้างรัฐ” ที่เร็วพอจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง


ทำไมสิงคโปร์ถึงไม่ตั้ง "กระทรวงยักษ์"


หลายประเทศเวลาเจอปัญหาความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือจับมันมารวมกัน ตั้งกระทรวงใหม่ขึ้นมาให้ใหญ่ขึ้น อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ยัดใส่ตะกร้าเดียวกันให้หมด หวังว่าพออยู่ใต้หลังคาเดียวกันแล้วมันจะคุยกันรู้เรื่อง แต่สิงคโปร์ไม่ทำแบบนั้น

พวกเขาเลือกกระจายงานตามพันธกิจ แต่รวมศูนย์อำนาจตัดสินใจไว้ที่จุดเดียว กระทรวงศึกษาธิการดูแลมหาวิทยาลัย ผลิตคน ปลูกฝังทักษะ ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องกำไรขาดทุน ส่วนกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมที่ ดร. ตัน ดูแล คุม A*STAR ซึ่งทำงานวิจัยเชิงประยุกต์ จุดประสงค์เดียวคือ ทำให้งานวิจัยกลายเป็นเงิน เป็นความได้เปรียบทางการค้า ไม่ใช่นอนอยู่ในวารสารวิชาการ

แต่กลไกที่ทำให้ทั้งหมดนี้เชื่อมกันได้โดยไม่ต้องตั้งกระทรวงใหม่คือ National Research Foundation หรือ NRF ซึ่งไม่สังกัดกระทรวงไหนเลย ฝังตัวอยู่ใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เหมือนสมองกลาง คุมงบ คุมยุทธศาสตร์ ดึงนายกรัฐมนตรี ดึงรัฐมนตรีข้ามกระทรวง ดึงซีอีโอเอกชนมานั่งโต๊ะเดียวกัน (ไทยเคยทำโมเดลนี้มาก่อน)

โครงสร้างแบบนี้ทำให้ ดร. ตัน สั่งการข้ามเส้นแบ่งกระทรวงได้ทันที ไม่ต้องผ่านสายบังคับบัญชาที่เทอะทะ ไม่ต้องรอหนังสือเวียน ไม่ต้องรอประชุมคณะกรรมการชุดย่อยอีกสามชุด ไซโลราชการถูกทุบทิ้งด้วยกลไกการออกแบบ ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง


2 วันก่อนบนเวที Innovate Together


ผลของโครงสร้างแบบนี้ออกมาเป็นรูปธรรมเร็วมาก

2 วันก่อน ดร. ตัน ขึ้นเวที Innovate Together 2026 และเปิดตัว "SG Semiconductor" ซึ่งไม่ได้เป็นแค่นโยบายบนกระดาษอีกฉบับ แต่มันถูกดันขึ้นมาเป็นเหมือนอัตลักษณ์ระดับชาติ เป็นหมุดหมายที่บอกว่าถ้าคุณเก่งเรื่องชิป คุณต้องมาที่นี่

แคมเปญนี้ขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง A*STAR กับ EDB ซึ่งอยู่ใต้ MTI ทั้งคู่ งบที่อัดฉีดลงไปไม่ใช่ตัวเลขหลักพันล้านแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็น 800 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ภายในกรอบเวลาแค่ 2026 ถึง 2030 และไม่ได้หว่านไปทั่ว เลือกเจาะเฉพาะจุดที่สิงคโปร์เก่งจริงอย่าง Advanced Packaging, Silicon Photonics, Power electronics, Flat optics

ที่เร็วกว่านั้นคือ เขาไม่รอให้งานวิจัยเสร็จแล้วค่อยไปหาพาร์ทเนอร์ แต่จับมือกับ Applied Materials กับ GlobalFoundries ทันที ดันงานจากแล็บสู่สายการผลิตเลย ไม่ต้องรอ 5 ปี 10 ปี


แผน 25 ปีของประเทศเพื่อนบ้าน


ตัดภาพมาที่ฝั่งเราบ้าง ประเทศเพื่อนบ้านเพิ่งคลอดแผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ 25 ปี ตัวเลขสวยมาก ผลิตคน 230,000 คน ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ ดันรายได้ไปถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2050 ความฝันที่จะกระโดดจากฐานประกอบชิปไปสู่ออกแบบชิปเป็นเรื่องน่าชื่นชม

แต่ปัญหาคือ วิธีการ การขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการแห่งชาติที่ซ้อนกันหลายชั้น ยึดติดกับโรดแมปเส้นตรงที่ลากยาวไป 25 ปี ในอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยี “พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ” ทุกปีครึ่ง มันขัดกับความเป็นจริงมาก การเขียนแผนระยะยาวขนาดนี้ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนเร็ว มันเหมือนวาดแผนที่เดินเรือตอนพายุไต้ฝุ่นกำลังตั้งเค้า

ความอยู่รอดในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครเขียนแผนได้สวยกว่า ใครตั้งกระทรวงได้ใหญ่กว่า หรือใครมีตัวเลขเป้าหมายอลังการกว่า มันอยู่ที่ว่าโครงสร้างรัฐของคุณยืดหยุ่นพอที่จะทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน ประสานคนทุกภาคส่วน แล้วแปลงงานวิจัยเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจบนโต๊ะเจรจาได้เร็วแค่ไหน

ถ้าโครงสร้างยังอุ้ยอ้าย ยังยึดสายบังคับบัญชาแบบเดิม แผน 25 ปีที่วาดไว้อย่างวิจิตรบรรจง สุดท้ายก็อาจเป็นแค่อนุสาวรีย์ทางนโยบายที่ตั้งโชว์ว่าเคยมีความฝัน แต่ไม่เคยไปถึง

ทิ้งท้ายไว้ให้คิดกันต่อ ถ้าเราลองเปลี่ยนมุม มองผ่านเลนส์ยุทธศาสตร์นวัตกรรมแบบ Mission-oriented การรื้อแผนแม่บทรวมศูนย์ทิ้ง แล้วไปสร้างหน่วยงานอิสระเชิงปฏิบัติการระดับเมืองหรือภูมิภาค ที่มีอำนาจตัดสินใจและใช้งบได้เองจริงๆ มันจะตอบโจทย์ได้ดีกว่าการพยายามปฏิรูปจากข้างในโครงสร้างเดิมไหม อันนี้ชวนคิดครับ
.
 

↑