Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


​หลายทศวรรษที่ผ่านมา ในฐานะนักนโยบายและคนทำงานด้านนวัตกรรม ผมเห็นภาพญี่ปุ่นที่ค่อยๆ จางหายไปจากสปอตไลท์ของ "ผู้นำเศรษฐกิจโลก" เราคุ้นชินกับข่าวความซบเซา สังคมสูงวัย และการถูก Disrupt โดยยักษ์ใหญ่จากซิลิคอนวัลเลย์และเซินเจิ้น จนหลายคนเผลอ "ตัดชื่อ" ญี่ปุ่นออกจากสมการผู้เล่นหลักของโลกเทคโนโลยีไปแล้ว

แต่ในเวที World Economic Forum (WEF) 2026 เซสชั่นที่ชื่อว่า "Japan's Turn" กลับเป็นเสียงปลุกที่ก้องกังวานที่สุดครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่แค่การมาระบายความทุกข์ของประเทศที่ติดหล่มเงินฝืด แต่คือการประกาศ Grand Strategy ชุดใหม่ที่ "น่ากลัว" และ "เฉียบคม" กว่าเดิมครับ


​"Japan's Turn" ไม่ใช่แค่ชื่อเซสชั่น แต่มันคือการ "พลิกกระดาน"

ความหมายที่แท้จริงของ Japan's Turn ในสายตาผม คือ การที่ญี่ปุ่นเลิก "เล่นเกมรับ" (Defense) แล้วเปลี่ยนมา "เดินเกมรุก" (Offense) โดยใช้จุดแข็งเดิมที่มี ผสมกับความบีบคั้นของวิกฤตประชากร ให้กลายเป็นเครื่องยนต์นวัตกรรมใหม่ นี่คือ 4 ด้านรูปธรรมที่ผมอยากให้เรามองให้ลึกกว่าแค่พาดหัวข่าว

 

​1. การทำลายโซ่ตรวน "Deflationary Mindset" (Economic Pivot)

​Satsuki Katayama รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากว่า ญี่ปุ่นกำลังทิ้งตำรา "Austerity" หรือการรัดเข็มขัดที่ทำมาตลอด 30 ปี สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การเกิด "Positive Wage-Price Spiral" ผ่านการเจรจา Shunto ในปี 2026 ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Toyota หรือ Sony ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนแค่ตามเงินเฟ้อ แต่ขึ้นเพื่อแย่งตัว “คนเก่งๆ” หรือ Talent และสร้างกำลังซื้อใหม่ นี่คือการเปลี่ยนโครงสร้างจากเศรษฐกิจแบบ "เน้นประหยัดต้นทุน" ไปสู่เศรษฐกิจแบบ "เน้นมูลค่าเพิ่ม" อย่างแท้จริง

 

​2. Tech Sovereignty: การทวงคืนอธิปไตยต้นน้ำ (Deep Tech)

​ญี่ปุ่นไม่ได้ต้องการแค่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องการเป็น "ผู้คุมก๊อกน้ำ" ของโลก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ โครงการ Rapidus ในฮอกไกโดที่กำลังเดินเครื่องผลิต “ชิปขนาด 2 นาโนเมตร” แข่งกับ TSMC และ Samsung โดยได้รับแรงหนุนจากรัฐบาลมหาศาล นี่ไม่ใช่แค่การสร้างโรงงาน แต่คือการสร้าง "Strategic Autonomy" เพื่อให้โลกต้องพึ่งพาญี่ปุ่นอีกครั้งในห่วงโซ่ของ AI และ High-performance Computing

 

​3. AI as a National Salvation: เมื่อหุ่นยนต์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด

​ในขณะที่ประเทศอื่นกังวลเรื่อง AI แย่งงาน Kenshi Kutsuna (CEO จากบริษัท NEC) กลับพูดด้วยความมั่นใจว่า ญี่ปุ่นไม่มีความกังวลนั้น เพราะพวกเขาไม่มีคนให้แย่งงานแล้ว! สิ่งที่เราเห็นในวันนี้คือการนำ AI มาใช้ในระดับ Structural Transformation เช่น

   - ​Logistics: ระบบรถบรรทุกไร้คนขับบนทางหลวงสายหลักที่เชื่อมโตเกียว-โอซาก้า เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนคนขับรถ
   - ​Care-Tech: การใช้ Cognitive AI ในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์คุยเล่น แต่คือระบบบริหารจัดการสุขภาพที่ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ได้จริง


4. Geopolitical Safe Haven: สมอเรือที่ไว้ใจได้ในโลกที่ผันผวน

​ท่ามกลางสงครามการค้าและความไม่แน่นอนของมหาอำนาจ ญี่ปุ่นวางตัวเป็น "Anchor of Trust" ตัวอย่างรูปธรรมคือการจับมือกับ ออสเตรเลีย ในเรื่อง Critical Minerals เพื่อสร้าง Supply Chain ที่ "Clean & Clear" จากอิทธิพลทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ญี่ปุ่นกำลังเป็นจุดนัดพบใหม่ของนักลงทุนที่ต้องการ "ความนิ่ง" และ "ความน่าเชื่อถือ" ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในโลกยุค 2026


ตัดภาพมาที่ "Team Thailand" : ความล้มเหลวของจินตนาการที่ดาวอส

 

ในขณะที่ญี่ปุ่นใช้เวทีระดับโลกประกาศการ "เปลี่ยนร่าง" (Transformation) ผมกลับมองดู Team Thailand ที่ดาวอสปีนี้ด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง แม้เราจะเห็นตัวเลขการปิดดีลลงทุน 5 แสนล้าน หรือภาพการพบปะบิ๊กเทค แต่สิ่งที่ขาดหายไปอย่างรุนแรงคือ "จินตนาการทางเศรษฐศาสตร์การเมืองโลก" (Geopolitical Economic Imagination) 

 

​เรากำลังทำภารกิจระดับโลก ด้วยวิธีคิดแบบข้าราชการประจำ

​การรับโจทย์จาก "งานประจำ": สิ่งที่ Team Thailand แสดงออกมาคือ การทำงานตาม KPI ของระบบข้าราชการ คือการไปปรากฏตัว การทำตามระเบียบวาระที่วางไว้ล่วงหน้า แต่มันขาดการ "กำหนดวาระ" (Agenda Setting) ของตัวเอง เราไปในฐานะ "ผู้รอรับการเลือก" (Passive Player) ไม่ใช่ "ผู้กำหนดทิศทาง" (Strategic Player) เหมือนที่ญี่ปุ่นทำ


​ไทยกำลังหายไปจากแผนที่โลก

เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ คือการค่อยๆ จางหายไปจากสายตาของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก แต่ความต่างคือ ญี่ปุ่นเขารู้ตัวและประกาศ "Turns" แต่ไทยเรายังปลอบใจตัวเองด้วยตัวเลขความสำเร็จรายวัน ทั้งที่โครงสร้างข้างหลังเรากำลังถอยหลังลงทุกที


​วิสัยทัศน์ที่ "ลอย" และ "ไร้ราก"

ผมยังมองไม่เห็น "Grand Strategy" ระดับเดียวกับ Japan Turns จากทีมที่ไปดาวอสครั้งนี้ สิ่งที่ถูกนำเสนอเป็นเพียงเศษเสี้ยวของนโยบายที่กระจัดกระจาย ขาดการร้อยเรียงว่าในโลกที่เทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนขั้ว ไทยจะยืนอยู่ตรงไหนที่เป็นมากกว่าแค่ "โรงงานหรือจุดแวะพัก"


​บทสรุป: เราต้องการ "Thailand Turns" ไม่ใช่ "Thailand Routine"

 

​ญี่ปุ่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การจะกลับมาผงาดได้ต้องเริ่มจากการ "ยอมรับความจริง" และกล้าฉีกตำราเดิมทิ้งเพื่อสร้างนิยามใหม่ให้ตัวเอง

​สำหรับไทย หาก Team Thailand ยังคงขับเคลื่อนด้วยกลไกข้าราชการประจำที่ขาดจินตนาการแบบนี้ เราจะไม่ใช่แค่ล้าหลัง แต่เราจะ "หายไป" จากความทรงจำของโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ไปเลย

​เราไม่ต้องการแค่คนไปร่วมงานดาวอส แต่เราต้องการ "สถาปนิกทางยุทธศาสตร์" ที่มองเห็นกระดานโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง และกล้าประกาศว่า "Thailand Turns" ในแบบของเราคืออะไร!

​"เราจะปล่อยให้ไทยจางหายไป หรือจะเริ่มสร้างจินตนาการใหม่ตั้งแต่วันนี้ครับ?"