ปี 2025 เป็นปีที่มหาสมุทร “ดูดซับความร้อน” ในปริมาณมหาศาลที่สุด นับจากที่เริ่มมีการตรวจวัดอย่างเป็นระบบตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 และเป็นปีที่ 8 ติดต่อกันที่มหาสมุทรดูดซับความร้อนเอาไว้มากกว่าปีก่อนหน้า
งานวิจัยซึ่งเป็นผลงานของทีมนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 50 คนจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ตีพิมพ์ในวารสาร Advances in Atmospheric Science เผยว่า ในปี 2025 มหาสมุทรของโลกดูดซับความร้อนเพิ่มขึ้นอีก 23 เซตตะจูล (zettajoules) ซึ่งเป็นปริมาณสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการวัดอย่างเป็นระบบในทศวรรษ 1960 โดยที่ตัวเลขนี้สูงกว่าปริมาณการดูดซับของปี 2024 อย่างมาก ที่มหาสมุทรมีการดูดซับความร้อนเพิ่มขึ้น 16 เซตตะจูล
จูล (joule) คือ หน่วยวัดพลังงาน พลังงาน 1 จูล สามารถจ่ายไฟให้หลอดไฟขนาดเล็กให้สว่างได้หนึ่งวินาที หรือทำให้น้ำ 1 กรัมอุ่นขึ้นเล็กน้อย แต่ 1 เซตตะจูลนั้นเท่ากับ หนึ่งล้านล้านล้านจูล ความร้อน 23 เซตตะจูลที่มหาสมุทรดูดซับไปในปี 2025 หากเขียนออกมาจะเป็น 23,000,000,000,000,000,000,000 จูล
จอห์น อับราฮัม ศาสตราจารย์ด้านเทอร์โมไดนามิกส์ จากมหาวิทยาลัยเซนต์โทมัส หนึ่งในทีมวิจัย บอกว่า ปี 2025 เป็นปีแห่งความร้อนที่บ้าคลั่งสุดๆ และยกตัวอย่างเปรียบเทียบปริมาณความร้อนที่มหาสมุทรดูดซับเข้าไปกับพลังงานที่เกิดจากระเบิดปรมาณู โดยบอกว่า การดูดซับความร้อนที่เพิ่มขึ้นในปี 2025 มีพลังงานเทียบเท่ากับพลังงานจากระเบิดปรมาณูที่ทิ้งถูกทิ้งในเมืองฮิโรชิมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 12 ลูก หรือเป็นพลังงานที่มากพอจะต้มน้ำในสระว่ายน้ำโอลิมปิกได้ 2 พันล้านสระ หรือมากกว่าปริมาณไฟฟ้าที่มนุษย์ทั้งโลกใช้รวมกันถึงกว่า 200 เท่า
มหาสมุทรเป็นแหล่งดูดซับความร้อนที่ใหญ่ที่สุด โดยดูดซับความร้อนส่วนเกินที่ถูกกักไว้ในชั้นบรรยากาศไว้มากกว่าร้อยละ 90 โดยที่ความร้อนบางส่วนจะทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้น แต่ความร้อนจำนวนมากจะค่อยๆ เคลื่อนตัวลงสู่ก้นมหาสมุทร
“ถ้าทั้งโลกถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรตื้นๆ ความลึกแค่ไม่กี่ฟุต มันก็คงอุ่นขึ้นเร็วพอๆ กับพื้นดิน แต่เพราะความร้อนจำนวนมหาศาลไหลลงไปสะสมในมหาสมุทรส่วนลึก เราจึงเห็นว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้นช้ากว่าอุณหภูมิบนบก” ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก Berkeley Earth หนึ่งในทีมวิจัยอธิบาย
ซีค บอกว่า ปริมาณความร้อนที่สะสมอยู่ในมหาสมุทรส่วนลึกนั้น เป็นตัวชี้วัดสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อโลกอย่างไร
งานวิจัยนี้ ประเมินการเพิ่มขึ้นของความร้อนในมหาสมุทร โดยอาศัยทั้งแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการอุ่นขึ้นของมหาสมุทร และข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเลจำนวนมหาศาลที่เก็บจากทั่วโลก
“มหาสมุทรต้องใช้เวลาถึง 100 ปี กว่าจะอุ่นขึ้นในระดับความลึกขนาดนี้ และแม้ว่าเราจะหยุดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่วันนี้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีที่ความร้อนเหล่านี้จะหมุนเวียนผ่านมหาสมุทร เราจะต้องจ่ายต้นทุนนี้ไปอีกนานมาก เพราะเรานำความร้อนนั้นใส่ลงไปในมหาสมุทรแล้ว” ราฟาเอล คูเดลา ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์มหาสมุทรจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาครูซ กล่าว
ที่มา
The oceans just keep getting hotter