หลังจากที่ผมได้เห็นแนวคำถามและการตอบคำถามใน "งานปรสิต" ของสมาคมการค้าเทคโนโลยี หรือ Thai Tech Startup Association ซึ่งผมชอบเรียกว่า "สมาคมปลากัด" เพราะสัญลักษณ์ของสมาคมเป็นปลา มันสะท้อนคำถามสำคัญที่อยู่ในใจผมมาสักพักใหญ่แล้ว (ซึ่งคำว่าสักพักของผมคือเป็นสิบปี)
คำถามไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยครับ
"ทำไมพรรคการเมือง หรือแม้แต่นโยบายแห่งรัฐ ของไทย ไม่เอาการสร้างชาติด้วยนวัตกรรม เป็น Priority?"
ก็เห็นบ่นกันจังว่าจะ "แพ้เวียดนาม" คำถามในงานก็ถามกันอยู่ หลอกหลอนกันเช้ายันค่ำ ทั้งวันทั้งคืน ใกล้ตัวที่สุดลองดูหลังเลือกตั้ง เราจะเห็นเอกสารแถลงนโยบายรัฐบาลยาวประมาณ 70-100 หน้า ที่พรรณนาถึง "นโยบาย" ต่าง ๆ นานา ในนั้นจะมีอยู่ Section หนึ่งเสมอ คือ "นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม" หรือบางทีก็เป็น "วิจัยและนวัตกรรม"
แต่พอเข้าไปอ่าน เนื้อหาก็จะ "เบลอๆ" วนเวียนอยู่กับการสร้างคน สนับสนุนงานวิจัย หลังๆ ก็จะมีเรื่อง SMEs และ Startup โผล่มาบ้าง
สุดท้ายนโยบายแบบนี้ ผมไม่เรียกว่า Priority หรอกครับ แต่มันคือ "นโยบายตัวประกอบ"
แล้วประเทศที่เขาเอา "นโยบายตัวประกอบ" นี้มาปั้นเป็น "พระเอก" มีที่ไหนบ้าง? ไม่ต้องมองไปไกล เรามาไล่ดูกันเลยว่า "นโยบายนวัตกรรม" มันสำคัญกับเจตจำนงทางการเมืองของ 5 ชาติมหาอำนาจเหล่านี้แค่ไหน
1. จีน (China): นวัตกรรมคือ "ความมั่นคง" และ "อำนาจ" สู่เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีน นวัตกรรมไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ "ความอยู่รอดของระบอบ"
- เจตจำนงทางการเมือง: จีนมีบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ถูกกดขี่เพราะเทคโนโลยีล้าหลัง ผู้นำจีนจึงมีโจทย์ชัดเจนว่า "ต้องพึ่งพาตนเองให้ได้" (Self-Sufficiency) นโยบายไม่ได้เกิดจากเอกชนร้องขอ แต่เกิดจากรัฐสั่งการแบบ Top-down ว่าถ้าแพ้เรื่องเทคโนโลยี คือ แพ้เรื่องความมั่นคง
- ตัวอย่างนโยบาย: "Made in China 2025" คือ ประกาศิตที่เปลี่ยนจีนจาก “โรงงานโลก” สู่ “เจ้าของเทคโนโลยี” รัฐทุ่มงบไม่อั้นปั้น "Little Giants" หรือ SMEs สายเทคนับหมื่นราย เพื่อสร้าง Supply Chain ของตัวเอง ลดการพึ่งพาตะวันตก นี่คือนโยบายที่เอา "ความมั่นคงของชาติ" เป็นเดิมพัน
2. อิสราเอล (Israel): นวัตกรรมคือ "ลมหายใจ" แห่งการอยู่รอด ในแบรนด์ของชาติที่เรียกตัวเองว่า "Startup Nation"
ประเทศเล็ก ๆ ที่ไร้ทรัพยากรและรายล้อมด้วยศัตรู ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฉลาดกว่า
- เจตจำนงทางการเมือง: นักการเมืองอิสราเอลมองตรงกันว่า "Defense = Innovation" กองทัพ (เช่น หน่วย 8200) คือโรงเรียนบ่มเพาะ Startup ที่ดีที่สุด รัฐบาลกล้ารับความเสี่ยงแทนเอกชน เพราะถ้ารัฐไม่ลงทุนในเทคโนโลยี ประเทศก็ไม่มีอะไรจะขายและไม่มีอะไรจะใช้ป้องกันตัว
- ตัวอย่างนโยบาย: โครงการ "Yozma" คือ ตำนานที่รัฐเอาเงินภาษีมาตั้งกองทุนร่วมลงทุน (VC) แล้วบอกต่างชาติว่า "ถ้าเจ๊ง รัฐช่วยรับความเสี่ยง แต่ถ้ากำไร คุณเอาไป" บวกกับ "Israel Innovation Authority" หน่วยงานรัฐที่แจกทุนวิจัยให้ภาคเอกชนโดยไม่หวังผลกำไร ไม่ถือหุ้น และยอมรับความล้มเหลวได้ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดเวลา
3. ฝรั่งเศส (France): นวัตกรรมคือ "การทวงคืนศักดิ์ศรี" และ "อธิปไตย" สู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีแห่งยุโรป
จากยักษ์หลับแห่งยุโรปที่เคยถูกมองว่า “ล้าหลัง” และ “ติดกับดักสหภาพแรงงาน” ฝรั่งเศสพลิกฟื้นด้วยความทะเยอทะยานที่จะไม่ยอมตกเป็นเมืองขึ้นทางดิจิทัล และอุตสาหกรรมการผลิตของมหาอำนาจอื่น
- เจตจำนงทางการเมือง: ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประกาศเจตจำนงชัดเจนว่าต้องสร้าง "Technological Sovereignty" (อธิปไตยทางเทคโนโลยี) เพื่อไม่ให้ยุโรปถูกบีบจากสหรัฐฯ หรือจีน รัฐบาลใช้โมเดล "State-Led Dirigisme" (รัฐนำเศรษฐกิจ) แบบใหม่ คือรัฐต้องทำหน้าที่เป็น "เจ๊ดัน" (Enabler) ที่ดุดัน เพื่อสร้าง National Champion รายใหม่ ๆ กู้หน้าประเทศ
- ตัวอย่างนโยบาย: การสร้าง "La French Tech" เป็นแบรนด์ระดับชาติเพื่อดึงดูด Talent ทั่วโลกผ่าน French Tech Visa และการเนรมิตสถานีรถไฟเก่าให้กลายเป็น "Station F" แคมปัสสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจว่า ฝรั่งเศส คือ ศูนย์กลาง Deep Tech แห่งใหม่ของทวีป
4. เกาหลีใต้ (South Korea): นวัตกรรมคือ "การบริหารวิกฤต" เพื่อหนีตายจากกับดักรายได้ปานกลาง สู่มหาอำนาจ Deep Tech
เมื่อกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดยักษ์ (Chaebol) เริ่มอุ้ยอ้ายและกินรวบประเทศ เกาหลีใต้รู้ดีว่าบุญเก่ากำลังจะหมด และกำลังถูกจีนไล่บี้ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม
- เจตจำนงทางการเมือง: การเมืองเกาหลีขับเคลื่อนด้วย "Sense of Crisis" ตลอดเวลา รัฐบาลตระหนักว่าต้อง "Democratize Innovation" (กระจายอำนาจนวัตกรรม) ออกจากกลุ่มทุนใหญ่ จึงเกิดฉันทามติร่วมกันว่า รัฐต้องกล้า "เดิมพัน" กับผู้เล่นหน้าใหม่ เพื่อสร้าง New Growth Engine ที่ไม่ใช่แค่ชิปหรือรถยนต์ แต่เป็น BioTech และ AI
- ตัวอย่างนโยบาย: โปรแกรม "TIPS" (Tech Incubator Program for Startup) คือ มาสเตอร์พีซที่รัฐยอมรับความจริงว่า "ราชการตาไม่ถึง" จึงให้ VC เอกชนเป็นคนชี้เป้า เลือก Startup แล้วรัฐอัดเงินสมทบให้เปล่า 5-7 เท่า แบบไม่แทรกแซง รวมถึงการล็อกเป้างบประมาณ R&D ต่อ GDP ให้สูงติดอันดับโลกไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุดก็ตาม
5. สิงคโปร์ (Singapore): นวัตกรรมคือ "ยุทธศาสตร์ชาติ" ที่จับต้องได้ สู่การเป็น "Living Lab" ของโลก
เกาะเล็ก ๆ (Little Red Dot) ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แม้แต่น้ำจืด เจตจำนงเดียวคือต้องทำตัวให้ "Relevant" (มีความหมาย) กับโลกตลอดเวลา
- เจตจำนงทางการเมือง: ผู้นำสิงคโปร์ยึดหลัก "Pragmatism" (ลัทธิเอาจริงเอาจัง) อย่างเคร่งครัด รัฐบาลทำหน้าที่เหมือน "CEO บริษัทเทคฯ" ที่มองการณ์ไกล 20 ปี และกล้าใช้ประเทศเป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและคนเก่งที่สุดในโลกมาอยู่ที่นี่ “นวัตกรรม” คือ กุญแจดอกเดียวที่จะทำให้สิงคโปร์ยังคงมีที่ยืนในแผนที่โลก
- ตัวอย่างนโยบาย: "Smart Nation" ที่ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่คือการรื้อระบบปฏิบัติการของประเทศใหม่ให้เป็น Digital Platform เดียวกันทั้งเกาะ และกองทุน "Temasek" ที่ทำหน้าที่เป็นแขนขาของรัฐในการออกไป "ช้อปปิ้งเทคโนโลยี" ทั่วโลก เพื่อดึงองค์ความรู้กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มที่บ้าน
บทสรุป: ทำไม "นวัตกรรม" ในบ้านเรา ถึงยังเป็นแค่ "นโยบายตัวประกอบ"?
กลับมาที่คำถามคาใจของผมว่า ทำไม "นวัตกรรมในบ้านเรา" ถึงยังสลัดบท "ตัวประกอบ" ไม่หลุดเสียที? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะในโครงสร้างอำนาจและเจตจำนงทางการเมืองไทย นวัตกรรมยัง "ไม่มีที่ยืน" ในฐานะเครื่องมือแห่งความอยู่รอดครับ
ใน 5 ประเทศข้างต้น นวัตกรรมได้รับบท "พระเอก" เพราะเขามองว่ามันคือ "อาวุธ" (Weapon) ที่ใช้ต่อสู้เพื่อความมั่นคง เพื่อปากท้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศล่มสลาย
แต่ในประเทศไทย "นวัตกรรม" ยังถูกมองเป็นเพียง "เครื่องประดับ" (Ornament) หรือกิจกรรม CSR ของภาครัฐ
- มันจึงเป็นแค่นโยบายที่ "มีก็ดี ไม่มีก็ได้"
- มันจึงเป็นแค่งบประมาณที่ "เหลือก็ทำ ขาดก็ตัด"
- มันจึงถูกผลักไปเป็นภาระของหน่วยงานเกรดรอง ไม่ใช่ภารกิจของผู้นำสูงสุด
ตราบใดที่เจตจำนงทางการเมืองยังมองไม่เห็นว่า "นวัตกรรม” คือ “ทางรอดเดียว" (The Only Survival Kit) นโยบายนี้ก็จะยังคงเป็นแค่ตัวประกอบที่โผล่มาฉากละนิดละหน่อยในเอกสาร 100 หน้า และเราก็คงเป็นได้แค่คนดูที่นั่งมองชาติอื่นเขาเป็นพระเอกในเวทีโลกต่อไป
ผมว่าเป็นแบบนี้ทุกพรรคแหละครับ ส่วนตัวไม่ได้เขียนบทความนี้จากมุมของคนที่ทำงานด้านนวัตกรรม แล้วไปผูกติดกับระบบวิจัย หรือ วทน. แต่ผมมองว่าชาติจะรอดได้ เราต้องเป็น "ชาตินวัตกรรม"
เสียดาย คำคอบที่ได้จากนักการเมืองที่ขันอาษามายังไม่ถึงจุดพลิกฟ้าดิน ในระบบเศรษฐกิจนี้ได้ ผมอยากจะจบบทความนี้ด้วย Quote สำคัญทางนวัตกรรมของ Shimon Peres ประธานาธิบดีอิสราเอล (2007-2014) ที่เคยกล่าวว่า
"อิสราเอลไม่มีทรัพยากร แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือ 'นวัตกรรม' ความคิดใหม่ๆ ของคนอิสราเอลทำให้เกิดสิ่งต่างๆ เกิดเป็นมูลค่าทางการค้า"
และผมก็ขอบอกว่า
"นวัตกรรม คือ ทางรอดทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเป็นมรดกที่ล้ำค่าที่สุดที่คนรุ่นเรา ควรทำให้เป็นของขวัญ แก่คนไทยรุ่นต่อไป ก่อนมันจะสายเกินไป"