Skip to main content

 

งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิงเผยว่า การนำบทบาท “พาร์กวอล์กเกอร์” (parkwalker) เข้ามาในกิจกรรม “พาร์ครัน” (parkrun) ส่งผลให้ผู้หญิงเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น และผู้เข้าร่วมกิจกรรมเลือกที่จะเดินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในแต่ละสัปดาห์ มีผู้คนทั่วโลกราว 400,000 คน เข้าร่วม “พาร์ครัน” (parkrun) ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้วยการวิ่งหรือเดินระยะทาง 5 กิโลเมตร งานวิจัยล่าสุดของ มหาวิทยาลัยสเตอร์ลิง ประเทศสกอตแลนด์ พบว่า การนำ “พาร์กวอล์กเกอร์” (parkwalker) หรือ อาสาสมัครมาคอยอยู่เคียงข้างผู้เข้าร่วมกิจกรรม ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมพาร์ครันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

พาร์ครัน เกิดขึ้นที่สหราชอาณาจักรในปี 2004 โดย พอล ฮิววิตต์ ซึ่งมีปัญหาสุขภาพและรู้สึกโดดเดี่ยว เขาจึงชวนเพื่อนๆ ไม่กี่คนให้มาวิ่งด้วยกันเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตรในสวน Bushy Park ใกล้กรุงลอนดอน ต่อมากิจกรรมนี้ค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น และขยายไปยังสวนอื่นๆ ทั่วอังกฤษ และเปลี่ยนชื่อเป็น parkrun ในภายหลัง โดยเป็นรูปแบบกิจกรรมที่ใครๆ ก็สามารถนำไปจัดในที่ต่างๆ ได้

พาร์ครัน จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ เปิดให้คนทั่วไปเข้าร่วมได้ฟรี ไม่ต้องสมัครล่วงหน้า ไม่มีการแข่งขันจับเวลา ผู้เข้าร่วมสามารถวิ่งเร็ว วิ่งช้า เดิน ใช้เครื่องช่วยพยุงเดิน หรือเข็นรถเด็กไปด้วยได้ โดยที่ไม่มีข้อจำกัด และส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียว

หัวใจสำคัญของ “พาร์ครัน” ไม่ใช่การทำเวลาให้ดีที่สุด แต่เน้นการสร้าง “ชุมชน” เป็น “การมาออกกำลังกายด้วยกัน” ในบรรยากาศที่เป็นมิตร โดยจะมี “พาร์กวอล์กเกอร์” หรืออาสาสมัครช่วยดูแลเส้นทาง คอยให้กำลังใจ และดูแลความปลอดภัย ปัจจุบันมีการจัดกิจกรรม พาร์ครัน ในหลายสิบประเทศทั่วโลก และมีผู้เข้าร่วมหลายแสนคนในทุกสัปดาห์

งานวิจัยของ มหาวิทยาลัยสเตอร์ลิง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Public Health Research พบว่า “พาร์กวอล์กเกอร์” หรืออาสาสมัครที่คอยช่วยสนับสนุนผู้ที่ร่วมกิจกรรมพาร์ครันในการให้กำลังใจ พูดคุย สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง เพื่อให้ผู้ที่ร่วมกิจกรรมรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มสัดส่วนของผู้เข้าร่วมหน้าใหม่โดยเฉพาะผู้หญิง และยังช่วยเพิ่มจำนวนของผู้เข้าร่วมรายใหม่ที่อายุน้อย

การศึกษาดังกล่าว ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วมพาร์ครันมากกว่า 31,000 คน จากพาร์ครัน 68 แห่งทั่วสกอตแลนด์ พบว่า ในกิจกรรมที่นำพาร์กวอล์กเกอร์มาใช้บางส่วน มีจำนวนผู้ที่เลือกเดินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 54.6 และในกิจกรรมที่นำพาร์กวอล์กเกอร์มาใช้เต็มรูปแบบ มีจำนวนผู้ที่เลือกเดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.3 ขณะที่กิจกรรมที่ไม่มีพาร์กวอล์กเกอร์ มีจำนวนผู้ที่เลือกเดินเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 22

งานวิจัยยังพบด้วยว่า หลังจากมีการนำพาร์กวอล์กเกอร์เข้ามา เวลาในการเข้าเส้นชัยโดยเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมที่ใช้ความเร็วในการวิ่งหรือเดินที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุ

“การนำพาร์กวอล์กเกอร์มาใช้ มีประสิทธิผลอย่างมากในการดึงดูดผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้สูงอายุและผู้หญิง ดังนั้น มันจึงช่วยเพิ่มความครอบคลุมและความเท่าเทียม โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มที่มักถูกมองข้ามได้เข้ามามีส่วนร่วมกับพาร์ครัน” ดร.อังเดร กิลเบิร์น จากคณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสเตอร์ลิง หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว

ดร. กิลเบิร์นกล่าวว่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายในบริบทของกลุ่ม พร้อมกับการได้รับกำลังใจจากคนในกลุ่ม มีประสิทธิผลมากกว่าการออกกำลังกายเพียงลำพัง ซึ่งโครงการในอนาคตที่ต้องการส่งเสริมการเดิน อาจได้ผลดีกว่าหากเน้นการเดินเป็นกลุ่ม

ดร. กิลเบิร์นคาดหวังว่า บุคลากรด้านสาธารณสุขจะใช้พาร์ครันเป็นส่วนหนึ่งของ “ใบสั่งยาทางสังคม” ด้วยการแนะนำผู้ป่วยไปเข้าร่วมในกิจกรรมพาร์ครันที่พาร์กวอล์กเกอร์อยู่ด้วย

 

ที่มา
Parkrun participation surging thanks to parkwalkers, new research shows