เจมส์ เคมป์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติมูลตรีภักดี ในประเทศไทย เขียนบทความลงในเว็บไซต์ TES Magazine สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับ เทรนด์ของคอนเทนต์ไร้สาระบนโลกออนไลน์ บอกอะไรเกี่ยวกับคนเจเนอเรชันอัลฟาบ้าง
เจมส์บอกว่า "คนเจนอัลฟา" ต่างจากคนเจเนอเรชันอื่นๆ เพราะพวกเขาไม่เคยรู้จักความมั่นคง คนรุ่นนี้เกิดมาภายใต้เงาของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 มีช่วงวัยเด็กซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดภายใต้การระบาดใหญ่ของโควิดทั่วโลก โรงเรียนปิด ความสัมพันธ์ทางสังคมถูกตัดขาด การเรียนรู้และความสัมพันธ์ทางสังคมถูกผลักให้ไปอยู่บนหน้าจอ
ปัจจุบัน พวกเขากำลังเติบโตเข้าสู่วัยเด็กตอนกลางและเข้าสู่วัยรุ่นท่ามกลางความกังวลทางเศรษฐกิจ ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมือง และคำเตือนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเอไอ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบต่างๆ ที่กำลังพังทลาย
เจมส์บอกว่า เราจะเข้าใจพฤติกรรมของคนเจนอัลฟาได้มากขึ้น หากระลึกไว้ว่า นี่คือคนรุ่นที่เติบโตมากับความไม่แน่นอนที่เป็นเรื่องปกติ
คนรุ่นเจเนอเรชัน “อัลฟา” หรือ เด็กที่เกิดหลังปี 2010 แม้จะเป็นคนรุ่นที่มีการเชื่อมต่อถึงกันมากที่สุด และมีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลสูงที่สุด แต่ในอีกมุมหนึ่ง เจมส์มองว่า พวกเขาก็เป็นคนรุ่นที่ “ขาดการเชื่อมโยง” มากที่สุดเช่นกัน ทั้งในเรื่องความผูกพันกับสถาบันดั้งเดิม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ค่านิยมที่คนรุ่นก่อนเคยยึดถือกันมา
เจมส์บอกว่า หากมองเผินๆ โลกของคนเจนอัลฟาดูเหมือนถูกครอบงำด้วยเรื่องประหลาด และเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงไมโครมีมจำนวนนับไม่ถ้วน ในสายตาของผู้ใหญ่ มันเป็นแค่ความว่างเปล่าไร้สาระ แต่สำหรับเจนอัลฟาแล้ว ความไร้สาระเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่กำลังกลายเป็น “ภาษา” รูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับภาษาอื่นๆ ซึ่งสะท้อนโลกที่หล่อหลอมพวกเขาขึ้นมา
มีรายงานระบุว่า คนเจนอัลฟาเข้าร่วมในกีฬาประเภททีมลดลง รายงานของ ยูนิเซฟ ในปี 2024 เผยว่า เด็กอายุ 10–14 ปีในยุโรปและเอเชีย มีอัตราการเล่นกีฬาเป็นประจำลดลงเกือบร้อยละ 15 ขณะที่องค์กรเยาวชน อย่างเช่น สมาคมลูกเสือแห่งสหราชอาณาจักร มีรายงานว่า สมาชิกอายุต่ำกว่า 12 ปีลดลงถึงร้อยละ 32 ในระหว่างปี 2019 ถึง 2023
ข้อมูลจาก Common Sense Media องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐ ระบุว่า เด็กอายุ 8–12 ปี ใช้เวลาหน้าจอเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง 33 นาที ขณะที่มีงานวิจัยพบว่า มีเด็กร้อยละ 61 ที่มีภาวะเสพติดหน้าจอในระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรม เช่น ความหุนหันพลันแล่น การควบคุมตนเองต่ำ หรือความทนทานต่อความเบื่อที่น้อยลง สอดคล้องกับการกระตุ้นระบบรางวัลในสมองที่เน้นความพึงพอใจที่รวดเร็วและเร้าใจ แทนความใส่ใจระยะยาว
ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ของคนรุ่นนี้ก็ลดลงตั้งแต่อายุยังน้อย รายงานของ Edelman ในปี 2024 พบว่า มีเพียงร้อยละ 34 ของเด็กอายุ 10–15 ปี ที่เชื่อว่า รัฐบาลจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ขณะที่งานวิจัยของ UK Safer Internet Centre พบว่า เด็กอายุ 11–14 ปี ถึงร้อยละ 60 เชื่อว่า ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจโลกออนไลน์ที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ และร้อยละ 48 รู้สึกว่าคนรุ่นก่อน ตัดสินความสนใจของพวกเขา โดยที่ไม่พยายามทำความเข้าใจ
เจมส์บอกว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นการบ่งบอกถึงว่า คนรุ่นหนึ่งที่กำลังหันหลังให้โครงสร้างแบบเดิม และมุ่งไปสู่พื้นที่ อัตลักษณ์ และวิธีสร้างความหมายในรูปแบบอื่น
ในสายตาของผู้ใหญ่ แม้คอนเทนต์ไร้สาระบนโลกออนไลน์จะดูเป็นเรื่องเหลวไหล แต่เจมส์บอกว่า กระแสเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “การประท้วง” อย่างแยบยล โดยที่ไม่ใช่การลุกขึ้นต่อต้านเหมือนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นก่อน แต่เป็นการ “ยักไหล่” ทางวัฒนธรรม ยืนยันถึงการไม่ใส่ใจต่อระบบคุณค่าที่คนรุ่นเก่ายึดถือ ขณะที่คนวัยผู้ใหญ่ยังคงแสวงหาความหมาย เป้าหมาย และโครงสร้าง แต่คนเจนอัลฟา ตอบกลับด้วยมีมที่ลบล้างความหมาย ล้อเลียนโครงสร้าง ไม่ใช่ด้วยความไม่เคารพ หากแต่เป็นเพราะความผิดหวังกับระบบสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่หล่อหลอมพวกเขามา
“หากเรามองข้ามกระแสของเจเนอเรชันอัลฟา ว่าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ เราจะพลาดสิ่งที่พวกเขากำลังสื่อสารจริงๆ ซึ่งก็คือ การสะท้อนว่า เส้นทางชีวิตแบบเดิมไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป สถาบันของคนรุ่นก่อนให้คำตอบที่น่าเชื่อถือน้อยลง พื้นที่ดิจิทัลกลับให้ความรู้สึกปลอดภัย คาดเดาได้ และให้อำนาจมากกว่า และอารมณ์ขันช่วยให้พวกเขารับมือกับโลกที่ถาโถม และบางครั้ง ความไร้สาระก็เป็นคำตอบเดียวที่เหลืออยู่ในท่ามกลางความโกลาหล” เจมส์ ระบุ
ที่มา
What trends like ‘67’ reveal about Gen Alpha pupils