นักวิจัยชาวญี่ปุ่น พบว่า “สุขภาพในช่องปาก” ของผู้สูงอายุมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับ “อัตราการเสียชีวิต” และความเสี่ยงของการที่ผู้สูงอายุต้องได้รับการดูแลสุขภาพในระยะยาว
งานวิจัยชิ้นแรก เรื่อง “การประเมินประสิทธิผลของการนับจำนวนฟันตามสภาพฟันเพื่อทำนายอัตราการเสียชีวิต” เผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ในวารสารนานาชาติ BMC Oral Health เป็นงานวิจัยของทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยโอซากา ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการตรวจสุขภาพฟันของผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ในจังหวัดโอซากา จำนวน 190,282 คน ระหว่างปีงบประมาณ 2018 ถึง 2020
ทีมวิจัยตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง “สภาพฟัน” กับ “อัตราการเสียชีวิต” จากทุกสาเหตุ และพบว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ฟันยังแข็งแรงหรือได้รับการรักษาแล้ว มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า ขณะที่ผู้สูงอายุที่มี “ฟันผุ” ซึ่งไม่ได้รับการรักษามีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต
นักวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่เหลือฟันอยู่เลย มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่มีฟัน 21 ซี่ขึ้นไปประมาณ 1.7 เท่า สาเหตุอาจมาจากฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษาส่งผลต่อความสามารถในการเคี้ยว และก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งกระทบต่อโภชนาการและสุขภาพโดยรวมของร่างกาย
การวิเคราะห์ยังพบว่า การนับจำนวนฟันที่แข็งแรงและฟันที่ได้รับการรักษาแล้ว เป็นวิธีทำนายอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้แม่นยำที่สุด เหนือกว่าวิธีที่รวมฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษา หรือการนับเฉพาะฟันที่ยังแข็งแรงเท่านั้น
นักวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์เหล่านี้อาจช่วยปรับปรุงวิธีการประเมินสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ และนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
การศึกษานี้ต่อยอดจากโครงการ “8020” ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานในญี่ปุ่น โดยรณรงค์ให้ประชาชนยังคงมีฟันอย่างน้อย 20 ซี่เมื่ออายุ 80 ปี
งานวิจัยชิ้นที่สอง เป็นผลงานของนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว ทำการศึกษาผลกระทบของภาวะความเปราะบางของช่องปาก หรือการเสื่อมถอยของการทำงานในช่องปากต่อการคาดอายุเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี โดยใช้ข้อมูลจากผู้สูงอายุทั่วประเทศ 11,080 คน และติดตามผลเป็นระยะเวลา 6 ปี เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพช่องปาก การไปพบทันตแพทย์ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาวะทุพพลภาพหรือการเสียชีวิต
นักวิจัยนิยาม “ภาวะความเปราะบางของช่องปาก” หมายถึง อาการอย่างน้อย 3 อย่างขึ้นไป เช่น เหลือฟันน้อย เคี้ยวหรือกลืนลำบาก ปากแห้ง พูดลำบาก ซึ่งภาวะเหล่านี้ส่งผลให้ความสามารถในการกินอาหารลดลง กำลังร่างกายถดถอย และส่งผลให้การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยลง ซึ่งเป็นตัวเร่งให้สุขภาพผู้สูงอายุเสื่อมถอยเร็วขึ้น
ทีมวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะความเปราะบางของช่องปาก มีความเสี่ยงที่จะต้องได้รับการดูแลระยะยาวสูงขึ้น 1.23 เท่า และมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงขึ้น 1.34 เท่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่สุขภาพช่องปากยังดีอยู่ นอกจากนั้น ยังพบว่า อายุเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีเมื่อเข้าสู่วัย 65 ปี จะสั้นลงราว 1.4 ถึง 1.5 ปี ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะความเปราะบางของช่องปาก ที่ไปพบทันตแพทย์เป็นประจำ จะมีอายุเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีเพิ่มขึ้นราว 1 ปี
นักวิจัยจากโตเกียวระบุว่า การพัฒนานโยบายด้านสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะความเปราะบางของช่องปาก การส่งเสริมการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และการเสริมสร้างกิจกรรมด้านสุขภาพช่องปากในชุมชน จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างระบบทันตกรรมและการแพทย์ และการสร้างระบบสนับสนุนการมีสุขภาพที่ดีในวัยชรา สำหรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดของญี่ปุ่นด้วย
ที่มา
Dental hygiene key to predicting mortality, Japanese researchers find