ทุกวันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าอุดมการณ์ "ขวาจัด" เป็นสิ่งที่ขยายตัวมาก ซึ่งด้านหนึ่งถ้าเราอ่านคอลัมน์ตามสื่อต่างๆ ก็จะมีการพูดถึงบทบาทของ "สื่อใหม่" อย่าง TikTok ที่มีส่วนสำคัญในการแพร่อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมในเวอร์ชั่นที่ "ร่วมสมัย" ขึ้น ผ่านคนที่ไม่ได้มีบทบาทในการสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ เช่น กระแส "Tradwife” ใน TikTok ที่มีส่วนในการสนับสนุนบทบาทผู้หญิงแบบดั้งเดิม และโจมตีลัทธิสตรีนิยมว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย ความเท่าเทียมทางเพศเป็นสิ่งหลอกลวง หรือบางทีการพูดถึงความเก่งในการเล่น TikTok ของพรรคฝ่ายขวาจัดยุคใหม่ๆ เช่น AFD ของเยอรมนี หรือถ้าจะเป็นอะไรที่พื้นฐานกว่านั้น ก็คือการซื้อ Twitter ของ อีลอน มัสก์ และ "ปลดล็อค" ให้เหล่า "อินฟลู" ฝ่ายขวาจัดเป็นอิสระบนแพลตฟอร์มอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ในจักรวาลสื่อ มันให้ภาพว่าฝ่ายขวาจัด "เข้ายึดพื้นที่" พวกสื่อยุคใหม่ มันเลยผลิตอุดมการณ์ขวาจัดออกมาได้ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่ามาก คือ สื่อเก่าอย่าง "หนังสือ" ที่จริงๆ มีบทบาทมากเช่นกัน และไม่ใช่สื่อที่ฝ่ายขวาจัด "เข้ายึดพื้นที่" แต่บริษัทที่ผลิต "หนังสือ" เป็นฝ่ายประเคนพื้นที่ให้คนเหล่านี้เอง และทำแบบเนียนๆ ด้วย
5 สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาด
อย่างแรกต้องเข้าใจก่อนว่า ในโลกภาษาอังกฤษ อุตสาหกรรมหนังสือของทั้งโลกอยู่ในมือ 5 สำนักพิมพ์ที่ส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 80% ซึ่งเรียกกันว่า "5 ยักษ์ใหญ่" ดังนั้นมันเลยเป็น "อุตสาหกรรมสื่อ" ที่จริงๆ กระจุกตัวมาก (อุตสาหกรรมสื่อกระจุกตัวมากกว่านี้ คือ อุตสาหกรรมบันทึกเสียง ที่ 3 ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่คุมส่วนแบ่งตลาดประมาณ 75%) และอีกด้านก็คือ 5 บริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในการคุมว่าคนในโลกภาษาอังกฤษจะได้ "อ่าน" อะไร
แน่นอนว่า ด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมพวกนี้ตีพิมพ์งาน "ฝ่ายก้าวหน้า" เพราะนั่นคือลูกค้าส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรม แต่อีกด้าน สำนักพิมพ์เหล่านี้ก็มีการตีพิมพ์งานฝ่ายอนุรักษ์นิยมไปจนถึงคนที่บางกลุ่มมองว่าเป็นพวก "ขวาจัด" ด้วย โดยสิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ พวก "ขวาจัด" ไม่น้อยมีการ "แสดงความเห็น" ที่ "ขัดมาตรฐานชุมชน" จนโดนแบนบัญชี Twitter กันเป็นปกติในสมัยก่อนหน้านี้
ดังนั้น ในแง่นี้ พวกสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในโลกนั้น "เปิดพื้นที่" ให้กับเหล่าผู้มีอิทธิพลทางความคิดฝ่าขวาจัดมากกว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ (ในยุคก่อนหน้านี้) เสียอีก
สำนักพิมพ์พวกนี้ คือใคร และมีบทบาทอะไรบ้าง?
เราจะไล่จากใหญ่สุดก่อน สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Penguin Random House ซึ่งคนก็จะรู้สึกว่า Penguin จะมีพิษภัยอะไร? แต่จริงๆ หลังจาก "ควบรวมบริษัท" กับ Random House ในปี 2013 และกลายเป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่สุดในโลก มันทำให้ "บริษัทแม่" ของ Penguin Random House คือ Bertelsmann สำนักพิมพ์เยอรมันที่เคยเล่นบท "เหยื่อนาซี" มาตลอด ก่อนที่จะโดนแฉว่า บริษัทนั้นโดนนาซีปิดสำนักพิมพ์เพราะดันไปสต็อคกระดาษเกิน จริงๆ ก่อนหน้านั้นคือหากินกับนาซีมาตลอด
แต่นี่เองก็ไม่แปลกที่ Penguin Random House ซึ่งเป็นบริษัทที่รักษาภาพลักษณ์ "ก้าวหน้า" และจะไม่ยอมพิมพ์งานพวกปัญญาชนฝั่งอนุรักษ์นิยมด้วยตัวเอง แต่จะตั้งสำนักพิมพ์ลูกมาพิมพ์งาน "ฝ่ายขวา" โดยเฉพาะ ที่เด่นๆ ก็คือ Crown Forum (ตั้งมาปี 2002) และ Sentinel (ตั้งมาปี 2003) โดยถ้าจะให้ยกมาบางชื่อก็เช่น Marco Rubio, Ben Carson, Antonin Scalia, Donald Rumsfeld, Nikki Haley เป็นต้น
ต่อมา สำนักพิมพ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกคือ Hachette Book Group (HBG) ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีประวัตินาซี แต่ทาง Hachette ก็ตั้งสำนักพิมพ์ Center Street (ตั้งมาปี 2004) มาเพื่อพิมพ์งานฝ่ายขวาเช่นกัน โดยคนเด่นๆ ก็เช่น Donald Trump, jr. และ Vivek Ramaswamy ซึ่งล่าสุดหลัง Trump ชนะเลือกตั้งอีกรอบ Hachette มีตั้งสำนักพิมพ์ Basic Liberty เพิ่มมาอีก
ถัดมา Harper Collins ที่เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่อันดับ 3 ถ้าคนรู้หน่อยก็จะรู้ว่าเป็นสื่อเครือเดียวกับ Fox News เพราะเป็นของ Rupert Murdoch เหมือนกัน แต่ขนาดมีรากฐานที่โยงกับฝ่ายขวาอเมริกันขนาดที่ Harper Collins ก็ยังละอายที่จะตีพิมพ์งานที่ขวามากๆ ภายใต้ร่มเงาตัวเอง แต่ตั้งสำนักพิมพ์ลูกมา 2 เจ้าคือ Broadside Books กับ Fox News Books โดยเครือนี้ก็ตีพิมพ์งานของคนเด่นๆ เช่น Ron DeSantis, Jared Kushner และ Vivek Ramaswamy
สุดท้าย สำนักพิมพ์ที่เล็ก สุดใน "5 ยักษ์ใหญ่" อย่าง Simon & Schuster ก็มีการเปิดสำนักพิมพ์ลูกชื่อ Threshold และตีพิมพ์งานของคนอย่าง Donald Trump และ Dick Cheney พร้อมกับปัญญาชนฝ่ายขวาจัดอีกมากมาก อาทิ Alex Marlow บรรณาธิการบริหารสื่อขวาจัดอเมริกันอย่าง Breitbart
นี่จะทำให้เห็นเลยว่าใน 5 ยักษ์ใหญ่ มีแค่สำนักพิมพ์เดียวที่ไม่แตะพิมพ์งานของฝ่ายขวาอเมริกันเลยคือ Macmillan ส่วนอีก 4 ยักษ์ใหญ่ที่เหลือมามุขเดียวกันหมดคือจะตั้งสำนักพิมพ์ลูกมาเพื่อตีพิมพ์งานฝ่ายขวาจัดอย่างไม่เหนียมอายและกลัวเสียแบรนด์เลย
ถามว่าคนไม่ระแคะระคายเหรอ? คนนอกไม่รู้สึกแน่นอน แต่คนในสำนักพิมพ์พวกนี้ที่หัวก้าวหน้าก็ประท้วงอยู่ แต่รวมๆ คือล้มเหลวหมด พนักงาน Simon & Schuster เคยประท้วงให้สำนักพิมพ์เลิกตีพิมพ์งานของ "เครือข่าย Trump” ในยุคที่ความนิยม Trump ตกต่ำสุดขีดหลังมี "จลาจลที่ทำเนียบข่าว" ตอน Joe Biden รับตำแห่งประธานาธิบดีหลังปี 2021ซึ่งสำนักพิมพ์ก็ทำตาม แต่จริงๆ ก็แค่แขวนงานไว้ เพราะในปี 2024 เมื่อกระแสเริ่มเปลี่ยน ก็กลับมาตีพิมพ์เหมือนเดิม
จริงๆ แพตเทิร์นเหล่านี้ก็เกิดขึ้นซ้ำๆ และเอาจริงๆ ก็ไม่ได้ "ผิดกฎหมาย" อะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม้แต่สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของโลกก็มีความละอายที่จะตีพิมพ์งานของฝ่ายขวาจัดอเมริกาภายใต้ชื่อตัวเอง และสุดท้ายแนวทางที่เหมาะสุดก็คือไปตั้งสำนักพิมพ์ลูก
ก็แน่นอนอีกว่า ไม่ใช่ว่าผู้คนไม่รู้โดยสิ้นเชิงแน่ๆ ในยุคของ "Cancel Culture” แต่ทุกครั้งที่คนโวยสำนักพิมพ์เหล่านี้ก็จะย้ำว่าไม่มีอำนาจในการควบคุมสำนักพิมพ์ลูกจะพิมพ์งานของใครบ้าง (ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่ฝ่าย "ขวาจัด") และตราบใดที่ธุรกิจโดยรวมการตีพิมพ์งานมันสะท้อนเสียงที่หลากหลายออกมา ก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะก็ต้องไม่ลืมว่า Penguin Random House ก็ไม่ได้หากินกับแค่ตีพิมพ์งานฝ่ายขวาจัด แต่ก็หากินกับการตีพิมพ์งานของคนจากฝั่งตรงข้ามอย่าง Bernie Sanders ด้วย โดยตัว Sanders เองก็ไม่ได้แบนไม่ร่วมสังฆกรรมกับสำนักพิมพ์ที่มีจุดเริ่มจากการตีพิมพ์งานให้นาซีนี้ และทุกวันนี้ก็ยังมีสำนักพิมพ์ลูกมาพิมพ์หนังสือให้ฝ่ายขวาจัดอ่านอยู่
ขนาด Bernie Sanders ยังไม่มีปัญหาอะไร แล้วเราจะมีปัญหาอะไร สุดท้ายเราก็ควรจะดีใจที่สำนักพิมพ์พวกนี้ไม่ "แบนงานฝ่ายซ้าย" ก็ดีถมไปแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่รัฐอเมริกาพร้อมจะหาข้อหาประหลาดๆ มาเล่นงานการเผยแพร่แนวคิดฝ่ายซ้ายอเมริกันต่างๆ ได้อยู่ทุกวัน
พูดโหดๆ คือ เราก็ได้แต่หวังว่า 5 ยักษ์ใหญ่จะปกป้องและตีพิมพ์เผยแพร่แนวคิด "ก้าวหน้า" ในยุคที่อนุรักษ์นิยมเรืองอำนาจ เช่นเดียวกับที่พวกเค้าเคยยืนหยัดเผยแพร่แนวคิด "อนุรักษ์นิยม" ในยุคที่ฝ่ายก้าวหน้าเรืองอำนาจในอเมริกามาแล้ว
อ้างอิง
The Far Right Is a Lucrative Market for Book Publishers
The Big Five Publishers Statistics