พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
“การโกง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ และจริงๆ ก็ไม่เคยใหม่เลยด้วยซ้ำ มันอยู่กับมนุษย์มานานพอๆ กับกติกา เพราะทันทีที่มีเส้นแบ่งว่าอะไรถูก อะไรผิด ก็จะมีคนบางกลุ่มเริ่มมองหา “เส้นลัด” ทันที โลกเราไม่เคยมีปัญหาแค่คนดีมีน้อย แต่มีปัญหากับคนที่เก่งเรื่องหาทางรอดแบบไม่ต้องรับผิดชอบ
การโกงข้อสอบก็อยู่ในหมวดนี้แหละ ฟังดูเล็ก ฟังดูเหมือนเรื่องเด็กๆ แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่แค่การได้คะแนนเพิ่ม มันคือ การฝึกนิสัยบางอย่างตั้งแต่ต้นทาง คือ การสอนตัวเองว่า ถ้าระบบมีช่อง ก็ใช้ช่อง ถ้าจับไม่ทัน ก็ถือว่าผ่าน ถ้าไม่ต้องเหนื่อยเท่าคนอื่นแล้วได้เหมือนกัน ก็ไม่เห็นต้องซื่อสัตย์ให้เสียเวลา
นี่แหละที่น่ากลัวกว่าตัวการโกงเอง
เพราะการโกงสอบไม่ใช่แค่ผิดครั้งเดียว มันเป็นการปลูกฝัง “ความเคยชิน” ว่า การชนะกติกาสำคัญกว่าการเคารพกติกา พอความคิดแบบนี้ฝังเข้าไปเมื่อไร วันหนึ่งมันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้องสอบ มันจะค่อยๆ ไหลไปสู่การสมัครงาน การเลื่อนตำแหน่ง การใช้อำนาจ และในที่สุดก็คือ การบริหารบ้านเมือง
พูดง่ายๆ คือ ถ้าเริ่มจากทางลัด ปลายทางก็มักไม่ใช่ทางตรง
ในหนังจีนย้อนยุค โดยเฉพาะพวก costume drama ที่ไม่ได้ไปทางบู๊วูเซี่ยลอยฟ้าเยอะนัก เรามักเห็นเรื่องคดีโกงสอบอยู่เสมอ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย มันมาพร้อมกับสังคมแบบลัทธิขงจื่อ ที่ให้คุณค่าต่อการศึกษา และความรู้ เลยมีระบบจิ้งซื่อในประวัติศาสตร์จีนคือประตูสู่ชนชั้นปกครอง ใครผ่านก็ได้เป็นคนของรัฐ ใครไม่ผ่านก็อยู่ข้างล่างไป การโกงสอบจึงไม่ใช่แค่คดีย่อย แต่เป็นการแตะโครงสร้างอำนาจโดยตรง แถมไม่ให้ผู้หญิงมายุ่งอีก
มันก็เป็นภาพสะท้อนว่า ระบบ meritocracy ที่เน้นความสามารถแบบเข้มงวดก็ยังถูกโกงตลอดเวลา เพราะอำนาจและผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลังมันมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน การลงโทษหนักๆ ในบางยุค (เช่น การฆ่าล้างโกงสอบทั้งตระกูล) ก็ทำให้ปัญหาลดลงชั่วคราว แสดงว่าการลงโทษที่ “credible” สำคัญไม่แพ้การปลูกฝังศีลธรรม และหนังแทบทุกเรื่องก็ชอบจบแบบสวยงาม คนโกงโดนจับ ระบบสะอาดขึ้น ฟ้ากลับมาสดใส ความยุติธรรมชนะทุกครั้ง
เสียดายที่ชีวิตจริงมันไม่ค่อยเขียนบทแบบนั้น
โลกจริงมักไม่มีตอนจบที่เรียบร้อย คนโกงบางคนไม่โดนจับ คนช่วยโกงบางคนไม่โดนแตะ และคนที่ควรอาย กลับเดินผ่านเรื่องนี้ไปได้เฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่แหละคือจุดที่สังคมเริ่มป่วย เพราะเมื่อการโกงไม่ถูกลงโทษจริง มันก็ไม่ได้เป็นแค่ความผิด มันกลายเป็นตัวเลือก
แล้วถ้าการโกงกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้ม ค่าเสียหายจะไม่ได้หยุดที่คนโกง มันจะลามไปถึงคนที่ไม่โกงด้วย คนซื่อสัตย์จะเสียเปรียบ คนมีหลักจะเหนื่อยมากขึ้น คนที่อยากทำงานตรงไปตรงมาจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเล่นเกมที่กติกาไม่เคยเป็นธรรมตั้งแต่แรก
ตรงนี้แหละที่ต้องพูดให้ชัดว่า "การโกงกับการคอร์รัปชันมันไม่ใช่คนละเรื่อง" มันเป็นญาติใกล้กันมาก บางทีแทบแยกไม่ออกด้วยซ้ำ เพราะถ้าคนเข้าไปในระบบด้วยการโกงตั้งแต่ต้น โอกาสที่เขาจะมองการใช้อำนาจผิดๆ เป็นเรื่องปกติก็ย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโกงต่อ แต่ระบบที่ยอมรับการโกงตั้งแต่ต้น มักเปิดพื้นที่ให้คนที่อยากโกงต่อใช้ชีวิตได้ง่ายมากขึ้น
และถ้ามีคนช่วยโกงด้วย เรื่องจะไม่จบแค่ตัวคน แต่จะกลายเป็นเครือข่ายทันที คนหนึ่งเปิดทาง อีกคนปิดข่าว อีกคนทำเป็นไม่เห็น แล้วทุกคนก็ช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของระบบเอาไว้ เหมือนห้องทั้งห้องรู้ว่ามีคนโกง แต่ไม่มีใครอยากเป็นคนพูดก่อน เพราะต่างคนต่างมีผลประโยชน์ของตัวเอง
นี่คือสภาวะที่อันตรายที่สุดของสังคม ไม่ใช่ตอนที่มีคนโกงเยอะ แต่คือตอนที่ทุกคนเริ่มเคยชินกับการไม่พูดถึงมัน
ในบริบทไทย เรื่องนี้ยิ่งไม่น่าเอาน้ำเย็นราดแล้วปล่อยผ่าน โดยเฉพาะเวลามีข่าวการโกงสอบในหน่วยงานรัฐ หรือการสอบเข้าราชการที่ควรจะเป็นประตูของความรับผิดชอบสาธารณะ แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ให้คนบางกลุ่มพยายามซื้อความชอบธรรมเข้ามา
ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่ที่ “มีคนโกงสอบ” ปัญหาคือ ทำไมตำแหน่งในรัฐถึงยังดูมีค่าพอให้คนเสี่ยงโกง
คำตอบก็ไม่ได้ลึกลับอะไรนัก เพราะข้าราชการในสังคมไทยยังถูกมองว่าให้ทั้งความมั่นคง หน้าตา โอกาสเติบโต และในหลายกรณีก็ยังเชื่อมกับอำนาจบางอย่างที่คนข้างนอกอยากเข้าไปถึง การเข้าเป็นข้าราชการจึงไม่ใช่เรื่องหน้าที่อย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องสถานะด้วย
แล้วพอมีสถานะ ก็มีคนอยากแอบอ้าง
พอมีผลประโยชน์ ก็มีคนอยากลัด
พอมีช่อง ก็มีคนอยากซื้อทางเข้า
ทุกอย่างมันต่อกันหมดแบบน่าอึดอัดมาก
ที่น่าหนักใจกว่านั้นคือ ข่าวแบบนี้ไม่ได้ทำให้สังคมตกใจเท่าเดิมแล้ว หลายคนอ่านแล้วก็แค่ถอนหายใจ เพราะรู้สึกว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ” และประโยคนี่แหละน่ากลัวที่สุด เพราะสังคมที่เริ่มไม่แปลกใจกับความไม่โปร่งใส คือสังคมที่ความเสื่อมได้ย้ายจากระดับข่าว ไปเป็นระดับนิสัยส่วนรวมแล้ว
ถ้าจะมองแบบกึ่งวิชาการหน่อย มันคือปัญหาของแรงจูงใจและสถาบันร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องศีลธรรมลอยๆ เพียงอย่างเดียว มนุษย์ตอบสนองต่อแรงจูงใจ ถ้าการโกงให้ผลเร็ว โทษต่ำ และโอกาสรอดสูง พฤติกรรมนี้ก็จะถูกทำซ้ำ ถ้าระบบตรวจสอบอ่อน คนก็จะเรียนรู้ว่า “ความซื่อสัตย์ไม่คุ้มเท่าความเจ้าเล่ห์” และถ้าภาพรวมของสังคมยังให้รางวัลกับ “การเข้าถึง” มากกว่า “ความสามารถ” การโกงก็จะดูเหมือนการลงทุนประเภทหนึ่ง
ฟังดูหยาบ แต่จริง ดังนั้น การโกงสอบจึงไม่ใช่แค่ปัญหาของห้องสอบ มันคือด่านแรกของการคัดคนเข้าสู่รัฐ และถ้าด่านแรกพัง ด่านต่อๆ ไปก็ไม่ต้องหวังว่าจะสวยนัก
รัฐที่ดีไม่ได้เริ่มจากนโยบายหรูๆ หรือคำขวัญสวยๆ แต่มันเริ่มจากการคัดคนให้ถูกตั้งแต่ต้น ถ้าคนเข้าไปผิดตั้งแต่ทางเข้า ต่อให้ระบบภายในประณีตแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ถูกกินจากข้างใน คนที่ได้มาแบบไม่สะอาด มักไม่ได้รักกติกาเท่าคนที่ผ่านมันมาอย่างตรงไปตรงมา และคนที่รู้ว่าระบบเปิดช่องให้ตัวเองได้ตั้งแต่ต้น ก็มักรู้วิธีหาช่องต่อไปได้อีกเรื่อยๆ
นั่นคือเหตุผลที่การโกงสอบไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องฉาวรายวัน แต่มันควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนของระบบการคัดเลือกคนทั้งระบบ
ถ้าสังคมยังปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปแบบเงียบๆ ก็อย่าแปลกใจถ้าความเสียหายไม่ได้หยุดที่คนสองสามคน แต่มันจะซึมลึกไปถึงประสิทธิภาพของราชการ ความไว้ใจของสาธารณะ และคุณภาพของคนที่ได้เข้าไปกำหนดชีวิตคนอื่น
พูดให้ตรงที่สุดก็คือ การโกงไม่เคยเป็นแค่ทางลัด มันเป็นวิธีบอกเราว่า ใครบางคนคิดว่ากติกามีไว้ให้คนอื่นเคารพ
และถ้าสังคมยอมรับความคิดแบบนี้นานพอ วันหนึ่งเราจะไม่ได้มีปัญหาแค่คนโกง แต่เราจะมีปัญหากับระบบที่รู้จักแต่การทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น