Skip to main content

 

ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายผู้ป่วย  ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหลายคนกำลังช่วยผู้ป่วยสูงอายุฝึกการเดิน โดยใช้อุปกรณ์พยุงตัวเดินไปตามทางเดินยาวรอบศูนย์ ขณะที่มุมหนึ่งของศูนย์ “หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน” หรือ Walkbot ซึ่งทางโรงพยาบาลระบุว่า เป็นหุ่นยนต์ฝึกเดินตัวแรกและตัวเดียวในประเทศไทย กำลังช่วยฝึกการทรงตัวและการเดินให้กับคนไข้ชาวต่างชาติรายหนึ่ง หลังฟื้นตัวจากการผ่าตัด

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่า ปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยยืนยาวขึ้น อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 78.1 ปี โดยมีผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของประชากร และคนที่อายุระหว่าง 60-69 ปีมีจำนวนมากที่สุด

นพ.อภิชาติบอกว่า โรคทางระบบสมอง ปรกติเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน โรคทางระบบสมองในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ร้อยละ 40 พบว่า เป็นโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์, ร้อยละ 30 เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง และร้อยละ 15 เป็นโรคพาร์กินสัน การเคลื่อนไหวผิดปรกติแบบต่างๆ และโรคลมชัก

นพ.อภิชาติบอกว่า ผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อม ส่วนใหญ่มักดูแลตัวเอง หรือทำกิจวัตรประจำวันเองไม่ได้ ต้องมีผู้ดูแล และมักมีอารมณ์แปรปรวน หลงลืม หรือมีอาการหลงผิด

สำหรับการตรวจวินิฉัยโรค นพ.อภิชาติบอกว่า การสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI จะสามารถบ่งชี้ได้ว่า ผู้ป่วยมีอาการสมองฝ่อหรือไม่ อีกวิธีหนึ่ง คือ การตรวจหา “สารอะไมลอยด์” ในเลือด ซึ่งเป็นสารที่จะไปจับตัวและทำลายเซลล์สมอง เป็นต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์ ส่วนสาเหตุของการเกิดสารอะไมลอยด์ นพ.อภิชาติระบุว่า อาจมาจากความเครียด การอดนอน และปัจจัยเรื่องอายุที่มากขึ้น

ปัจจุบันมีวิธีรักษา โดยการให้ยาต้านอะไมลอยด์ ที่มีคุณสมบัติดึงสารอะไมลอยด์ออกจากสมอง แต่การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวยังมีราคาที่สูงมาก และยังไม่เป็นแพร่หลายมากนัก

นพ.อภิชาติแนะนำว่า เมื่อเริ่มรู้ตัวว่า สมองถดถอยลง หรือมีอาการหลงลืมแบบเดิมซ้ำๆ ควรมาทำการตรวจเบื้องต้น เพื่อดูว่า มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นอัลไซเมอร์หรือไม่

ส่วนโรคทางระบบสมองอื่นๆ เช่น พาร์กินสันที่มักพบในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปนั้น ปัจจุบันพบเริ่มพบเร็วขึ้นในคนอายุ 40 ปี ซึ่งผู้ที่ป่วยจะมีอาการสั่น เดินเซ เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก โดยสาเหตุเกิดจากการที่สมองขาดสารโดปามีน การรักษาในปัจจุบัน ใช้การฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กในสมอง ที่สามารถช่วยลดอาการสั่น เกร็ง และช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น

ส่วนวิธีป้องกันโรคทางระบบสมอง นพ.อภิชาติแนะนำว่า การออกกำลังกาย เป็นวิธีป้องกันดีที่สุด ช่วยให้สมองหลั่งสารโดปามีน นอกจากนี้ยังแนะนำให้กินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น น้ำมันมะกอก

ทางด้าน พญ. พจนิชา เมฆอรุณกมล แพทย์ช่วยบริหาร โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่สำหรับการตรวจวินิฉัยและรักษาโรคเหมือนในอดีต แต่โรงพยาบาลมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นด้านการป้องกันโรค เช่น การตรวจหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางสมอง ซึ่งศูนย์สมองและระบบประสาท ของโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล สามารถดูแลเรื่องสมองได้แบบครบวงจร

ที่ศูนย์สมองและระบบประสาทของโรงพยาบาล มีการใช้อัลตราซาวด์เพื่อตรวจหาแคลเซียมที่เกาะผนังเส้นเลือดแดงและดำบริเวณคอ รวมถึงตรวจความหนาของไขมันที่เกาะผนังเส้นเลือดใหญ่ทั้งสองเส้น และอัตราการสูบฉีดโลหิตขึ้นสู่สมอง ซึ่งทำให้ทราบถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดในสมอง หรืออาการสโตรก จากการหลุดของแคลเซียมจากเส้นเลือดใหญ่ที่คอไปอุดตันเส้นเลือดสมอง  

สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” บอกว่า ปัจจุบัน กระแสการดูแลสุขภาพ กำลังเป็นเทรนด์ของโลก โดยเห็นได้ชัดเจนขึ้นหลังสิ้นสุดการระบาดใหญ่ของโควิดเป็นต้นมา

สิรีรัตน์ บอกว่า โรคทางสมองมีความสำคัญมาก ซึ่งหากตรวจพบได้เร็วตั้งแต่อายุยังไม่มาก ก็จะช่วยเรื่องการดูแลสุขภาพสมองเพื่อยืดอายุการเสื่อมของสมองให้ช้าออกไปได้

สิรีรัตน์บอกว่า คนจำนวนมากเริ่มดูแลสุขภาพและหาทางเลือกที่ดีกับสุขภาพอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพใจด้วยการไปอาบป่า หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งเสริมสุขภาพดีแบบองค์รวม ซึ่งเห็นได้จากพฤติกรรมของลูกค้าเคทีซีที่เปลี่ยนไปใส่ใจกับเรื่องการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพมากขึ้น