งานวิจัยชิ้นใหม่ในอังกฤษ พบว่า จำนวนคนรุ่นใหม่ที่ “ไม่มีเพื่อนสนิทเลย” เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่านับจากปี 2014 ซึ่งเป็นผลจากการที่คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโลกยุครัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ การระบาดใหญ่ของโควิด และการครอบงำจากโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เผชิญกับความเหงา ความโดดเดี่ยว และรู้สึก “ตัดขาด” จากสังคมและเพื่อนรุ่นเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
สถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงนโยบายในอังกฤษออกรายงานการวิจัยชื่อ The Loneliest Generation จากการสัมภาษณ์คนหนุ่มสาว 150 คน ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการ และชุดข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยแห่งชาติทางด้านสังคมศาสตร์
รายงานระบุว่า ปัจจุบัน คนหนุ่มสาวในอังกฤษกำลังแยกตัวออกจากกันอย่างมาก โดยพบว่า สัดส่วนของคนที่บอกว่า “ไม่มีเพื่อนสนิทเลย” เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1 ในปี 2014 มาเป็นร้อยละ 5 ในปี 2025
ในกลุ่มอายุเดียวกันที่ประสบปัญหาไม่มีเพื่อนสนิทเลย คือ คนอายุ 16 ถึง 21 ปี ขณะที่สัดส่วนของคนที่มีเพื่อนสนิทอย่างน้อย 3 คนก็ลดลงมากอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยคนที่ระบุว่า มีเพื่อนสนิทอย่างน้อย 3 คน ลดลงจากร้อยละ 85 ในช่วงปี 2012 ถึง 2014 เหลือร้อยละ 72 ในช่วงปี 2023 ถึง 2025
ขณะที่ความสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวปัจจุบันก็ไม่แข็งแรงเท่าในอดีต รายงานเผยว่า สัดส่วนของเด็กอายุ 14 ถึง 15 ปีที่ระบุว่า มีความสุขกับมิตรภาพของตัวเองอย่างเต็มที่หรือมีความสุขมาก ลดลงจากร้อยละ 86 ในช่วงปี 2012 ถึง 2014เหลือร้อยละ 76 ในช่วงปี 2023 ถึง 2025
รายงานระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมือง สังคม และเทคโนโลยี ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากรู้สึกตัดขาดจากตัวเอง และไม่รู้สึกว่าได้รับความสนับสนุนที่จำเป็น และเกิดสรุปที่ว่า พวกเขาแทบไม่มีอำนาจควบคุมใดๆ เลยเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง
“ความรู้สึกตัดขาดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านการเพิ่มขึ้นของพฤติกรรม doomscrolling หรือการเลื่อนดูข่าวและเนื้อหาบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเนื้อหาในแง่ลบ และกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของคนรุ่นหนึ่ง” รายงานระบุ
ความรู้สึกตัดขาดจากสังคมของคนหนุ่มสาวยุคนี้ สะท้อนผ่านความเชื่อที่ว่า บริการด้านสุขภาพ การศึกษา และการสนับสนุนต่างๆ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจทางการเมืองของผู้ใหญ่ในนามของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ การแปรรูปและการนำกลไกตลาดมาใช้กับบริการและทรัพย์สินสาธารณะ การให้ความสำคัญกับการเมืองเรื่องอัตลักษณ์มากกว่าการเมืองแห่งการอยู่ร่วมกัน และการยอมตามกลุ่มผู้มีอำนาจด้านเทคโนโลยีที่ไม่ต้องมีรับผิดรับชอบต่อสาธารณะ
“ตัวชี้วัดแบบดั้งเดิมของการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ล้วนเกิดขึ้นช้าลง ทำให้คนหนุ่มสาวต้องอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ยาวนานขึ้น ว่างเปล่ามากขึ้น และไม่มั่นคงมากขึ้น คนหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังติดอยู่ในภาวะค้างคา พวกเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไป แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงชีวิตแบบผู้ใหญ่ได้” รายงานระบุ
การซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยกลายเป็นเรื่องยากขึ้น รายงานเผยว่า ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ซื้อบ้านครั้งแรกอยู่ที่ 34 ปี และคนหนุ่มสาวเกือบ 1 ใน 5 ต้องใช้เงินครึ่งหนึ่งของรายได้ไปกับค่าเช่าที่อยู่อาศัย
ส่วนจำนวนของคนอายุ 16 ถึง 24 ปีที่เริ่มต้นฝึกงานแบบระยะยาวก็ลดน้อยลง ขณะที่ Neets หรือคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้อยู่ในการศึกษา ไม่ได้ทำงาน และไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรมกลับเพิ่มสูงขึ้น รายงานระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้
รายงานระบุว่า รากฐานของการมีช่วงวัยรุ่นที่ดีได้ถูกกัดกร่อนลง พวกเขามีวัยเด็กที่อยู่แต่ในโลกดิจิทัล เผชิญภาวะโรคระบาดหลายปี และการเสื่อมถอยของบริการสาธารณะต่างๆ ที่เคยช่วยให้คนวัยก้าวผ่านสู่วัยผู้ใหญ่ เช่น การปิดสโมสรเยาวชน ราคาที่อยู่อาศัยที่แพงเกินเอื้อม รวมถึงความนิยมเสพวิดีโอสั้น การสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเอง ล้วนมีส่วนทำให้สุขภาวะทางจิตใจของคนกลุ่มนี้ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
อัฟนี มอร์จาเรีย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ ระบุว่า คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้เปราะบางเกินไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการตอบสนองต่อโลกอันมืดมนที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้ ด้วยการตัดสถานที่ บริการ และเส้นทางสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยให้คนหนุ่มสาวมีความมั่นใจ มีความหวัง และเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นออกมากจนเกินไป
ศาสตราจารย์ เอมอน แมคครอรี ซีอีโอ Anna Freud องค์กรการกุศลด้านสุขภาพจิตในลอนดอน ระบุว่า การลดลงของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบพบหน้ากันระหว่างวัยรุ่น จมอยู่กับเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ในกลุ่มคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิงและหญิงสาว
ที่มา
Number of young people with no close friends has soared since 2014 in England