Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
 


หากใครเคยคิดว่า “รหัสพันธุกรรม” คือ พิมพ์เขียวที่คอยบงการชีวิต การได้ฟังบทสนทนาในคลิป “The End Of The Central Dogma” ของช่อง Voices from Oxford จะทำให้ต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ทั้งกระบวนทัศน์ความเชื่อ ชายสูงวัยท่าทางใจดีที่พูดจาฉะฉานในคลิปนี้ คือ ศาสตราจารย์ เดนิส โนเบิล (Denis Noble) นักสรีรวิทยาและนักชีววิทยาเชิงระบบแห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ผู้สร้างชื่อจากการเขียนสมการคณิตศาสตร์จำลองการเต้นของหัวใจสำเร็จเป็นคนแรกของโลกตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 และเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแนวคิด "ยีน คือ พระเจ้า" มาตลอดชีวิตการทำงานของเขา

​เหตุผลที่คลิปนี้ตั้งชื่อว่า The End Of The Central Dogma หรือจุดจบของหลักแกนกลางทางชีววิทยา ก็เพราะโนเบิลต้องการคว่ำกระดานแนวคิดคลาสสิกที่ ฟรานซิส คริก เคยเสนอไว้ตั้งแต่ปี 1958 แนวคิดเดิมเชื่อกันอย่างฝังหัวว่า ข้อมูลของสิ่งมีชีวิตไหลทางเดียว จาก DNA ถอดรหัสไปเป็น RNA แล้วแปลงเป็นโปรตีนเพื่อสร้างตัวเรา โดยมี DNA เป็นผู้บัญชาการสูงสุด แต่โนเบิลชี้ให้เห็นว่าวงการชีววิทยากำลังหลงทางครั้งใหญ่มาตลอด 80 ปี เพราะความเป็นจริงในห้องแล็บยุคใหม่พิสูจน์แล้วว่า เซลล์ทั้งระบบต่างหากที่เป็นคนคุม ปรับแต่ง และเขียน DNA ขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ให้ DNA มาคุมเซลล์

​ความสนุกของการบรรยายช่วงแรกอยู่ที่ การลากเส้นประวัติศาสตร์เปรียบเทียบระหว่างฟิสิกส์กับชีววิทยา โนเบิลชี้ให้เห็นความย้อนแย้งว่า ในศตวรรษที่ 19 ฟิสิกส์เคยเชื่อเรื่องกลศาสตร์แบบนิวตันที่ทุกอย่างตายตัวและทำนายล่วงหน้าได้เป๊ะๆ เหมือนลูกบิลเลียดชนกัน แต่พอเข้าศตวรรษที่ 20 ฟิสิกส์ควอนตัมกลับปฏิวัติแนวคิดนี้ โดยบอกว่าในระดับอนุภาคมูลฐาน โลกขับเคลื่อนด้วยความน่าจะเป็นและความสุ่ม (Probabilistic) 

ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง วงการชีววิทยากลับเดินสวนทาง เมื่อ แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ ยอดนักฟิสิกส์ควอนตัมเขียนหนังสือ What is Life? ในปี 1942 แล้วเสนอสมมติฐานว่า สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตน่าจะก๊อปปี้ตัวเองได้อย่างแม่นยำเหมือน "การตกผลึกของแร่" ส่งผลให้ชีววิทยาโมเลกุลในยุคต่อมาปักใจเชื่ออย่างผิดๆ ว่าสิ่งมีชีวิตทำงานเหมือนเครื่องจักรกลไกที่ถูกโปรแกรมมาตายตัว

​โนเบิลไม่ได้พูดลอยๆ แต่ยกผลการทดลองทางเคมีจริงในช่วงปี 2011 และ 2012 มาหักล้าง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ลองปล่อยให้ RNA และ DNA จำลองตัวเองในหลอดทดลองตามธรรมชาติของการตกผลึก โดยไม่ใส่เอนไซม์ของเซลล์เข้าไปช่วย ผลปรากฏว่ามันทำสำเนาพลาดเละเทะในอัตรา 1 ต่อ 4,000 ตัวอักษร ถ้า DNA มนุษย์ที่มี 3,000 ล้านคู่เบสก๊อปปี้ตัวเองแบบผลึก ร่างกายเราจะเกิดจุดผิดพลาดเป็นล้านตำแหน่งในการแบ่งเซลล์แค่รอบเดียว แต่ที่เซลล์มนุษย์ส่งต่อ DNA ได้แม่นยำระดับผิดพลาดแค่ 1 ในหมื่นล้าน นั่นเป็นเพราะ "เซลล์ที่มีชีวิต" ส่งเอนไซม์สารพัดชนิดมารุมซ่อมและควบคุมอย่างเป็นระบบ DNA จึงไม่ได้มีอภิสิทธิ์สร้างตัวเอง แต่เป็นเซลล์ต่างหากที่บังคับให้มันทำงาน

​ยิ่งไปกว่านั้น เซลล์ไม่ได้แค่ทำหน้าที่ซ่อมแซม แต่ยังฉลาดพอที่จะ "ปล่อยให้เกิดความสุ่ม" เพื่อความอยู่รอด โนเบิลยกตัวอย่างวิกฤตโควิด-19 เมื่อปี 2019 ร่างกายเราไม่เคยรู้จักไวรัสตัวนี้มาก่อน แต่ระบบภูมิคุ้มกันกลับสั่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาวใช้ความสุ่มทางพันธุกรรม ปั่น DNA ออกมามั่วๆ นับล้านรูปแบบเพื่อสร้างแอนติบอดีรูปทรงแปลกใหม่ พอมีตัวไหนบังเอิญจับไวรัสได้ เซลล์จะเลือกขยายพันธุ์ตัวนั้นต่อ ส่วนตัวที่ใช้ไม่ได้ก็สั่งให้ทำลายตัวเอง 

นี่คือหลักฐานว่าสิ่งมีชีวิตมี "เจตจำนงและการคาดการณ์" (Purpose and Anticipation) ที่จะหยิบเอาความไร้ระเบียบทางสถิติมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำราวิวัฒนาการนีโอดาร์วินิสม์กระแสหลักมักปฏิเสธมาตลอด

​ภาพลวงตาเรื่องยีนเป็นใหญ่ยังลามไปถึงความล้มเหลวของการแพทย์อิงยีน โนเบิลแซะ โครงการถอดรหัสจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) ที่เคยฮือฮาเมื่อปี 2001 ยุคนั้นทั้ง บิล คลินตัน และ โทนี แบลร์ ขึ้นแถลงข่าวใหญ่โตว่าเรากำลังอ่านความคิดของพระเจ้า และอีก 10 ปีหมอจะรักษาโรคร้ายแรงได้ด้วยการตรวจรหัสพันธุกรรม แต่ทุกวันนี้มันกลับไม่เกิดขึ้นจริง โรคเรื้อรังอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ หรือจิตเภท กลับเชื่อมโยงกับยีนนับร้อยนับพันตัวที่คาดเดาไม่ได้ แกเปรียบเทียบยีนเหมือน "หัวสปริงเกลอร์ดับเพลิงบนเพดาน" ปกติค่าความสัมพันธ์มันแทบเป็นศูนย์และอยู่นิ่งๆ จนกว่าจะมีไฟไหม้หรือมีสิ่งแวดล้อมมากระตุ้น มันถึงจะเริ่มทำงาน

​ในระดับชีวเคมี โนเบิลเสริมว่าโปรตีนในร่างกายเรากว่า 70% ไม่ได้มีรูปร่างสามมิติแข็งทื่อตายตัวเหมือนกุญแจไขแม่กุญแจ แต่เปลี่ยนรูปร่างและบทบาทไปตามสภาพแวดล้อม เช่น เอนไซม์ตัวเดียวกัน ถ้าลอยอยู่ในน้ำจะทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี แต่ถ้าไปฝังตัวที่ผนังเซลล์ มันจะพับตัวใหม่กลายเป็นช่องส่งผ่านธาตุเหล็ก ยิ่งไปกว่านั้น การควบคุมไม่ได้วิ่งจากล่างขึ้นบนอย่างเดียว แกยกเรื่องส่วนตัวตอนหนุ่มๆ หลังสงครามโลกว่า ตัวเองตัดสินใจปั่นจักรยานไปเรียนที่ University College London ความตั้งใจและพฤติกรรมนี้เองที่ส่งสัญญาณย้อนกลับลงไปสั่งให้กล้ามเนื้อเร่งสร้างโปรตีนจนร่างกายแข็งแรง การกระทำระดับบนจึงสั่งการย้อนกลับไประดับโมเลกุลได้ (Top-down Causation)

​บทบรรยายของเดนิส โนเบิล ชิ้นนี้จึงเป็นการพาวิทยาศาสตร์กลับมามองโลกตามความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้นมาจากอะตอมและสสารชนิดเดียวกับเอกภพ ดังนั้นชีววิทยาจึงไม่อาจแยกตัวหรือขัดแย้งกับหลักการทางฟิสิกส์ได้ ทั้งคู่ยืนอยู่บนความไม่แน่นอนและความน่าจะเป็นในระดับจุลภาค เพียงแต่ความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิต คือ การรู้จักควบคุมความสุ่มเหล่านั้นมารับใช้เป้าหมายในการมีชีวิตรอด การสิ้นสุดของ Central Dogma จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการปลดล็อกให้ชีววิทยายุคใหม่มองเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นระบบองค์รวมที่มีพลวัตและมีอิสรภาพ ฟังจบแล้ว ชวนให้คิดว่า Jurassic Park จะเป็นไงล่ะทีนี้