คนทำงานในวงการเทคโนโลยีที่ ซิลิคอลวัลลีย์ จำนวนมากกำลังเผชิญภาวะหมดไฟ มีอาการซึมเศร้า จากการทำงานที่หนักหน่วงและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การถูกเลิกจ้างขนานใหญ่ และล่าสุดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ ก็กำลังเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของพวกเขา
แอนนี ไรท์ นักจิตบำบัดในย่านเบย์แอเรีย ลูกค้าของเธอส่วนใหญ่เป็นคนทำงานในวงการเทคโนโลยี เธอบอกว่า ลูกค้าที่เดินเข้ามาหามักพูดว่า “เหนื่อย” หรือ “หมดไฟจนแทบไม่ไหวแล้ว” บางคนบอกว่า ถ้างานของพวกเขาถูกแทนที่ระบบอัตโนมัติ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นคนต่อไปได้หรือเปล่า บางคนแสดงความกังวลถึงเส้นทางอาชีพหลังจากนี้
ข้อมูลจาก Layoffs.fyi ซึ่งติดตามการเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เผยว่า ในปี 2026 วงการเทคทั่วโลก ปลดพนักงานไปแล้วมากกว่า 120,000 ตำแหน่ง โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Google, Oracle, Salesforce และ Amazon มีการทยอยเลิกจ้างพนักงานหลายครั้ง ครั้งละหลายร้อยหรือหลายพันคน
ผลสำรวจของ Lenny's Newsletter ทำการสำรวจคนทำงานสายเทคจำนวน 8,200 คน พบว่า สัดส่วนของคนที่รายงานถึงภาวะหมดไฟเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44.4 ในปี 2025 มาเป็นร้อยละ 55.7 ในปี 2026 ขณะที่ความเชื่อมั่นต่ออนาคตในสายงานนี้ลดลงจากร้อยละ 54.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 48.7
ขณะที่การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีเอไอ ก็สร้างความวิตกกังวลให้กับคนทำงานในสายเทคโนโลยีไม่ต่างจากคนในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นกัน แอนนี เรียกปรากฏการณ์ที่เอไอกำลังสั่นคลอนชีวิตของคนที่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาว่า complicity grief หรือ ความเศร้าที่เกิดจากการมีส่วนร่วมสร้างสิ่งที่กำลังส่งผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น
คนทำงานสายเทคโนโลยีที่ทุ่มเทและโหมทำงานหนักมาตลอดหลายปี ต่างมองว่า อุตสาหกรรมนี้กำลังหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ พนักงานที่อยู่กับบริษัทมานาน ถูกตราหน้าว่า ทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน และถูกกดดันให้เลือกระหว่าง การยอมรับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ กับการต้องออกจากบริษัทไป
จอช อัลท์แมน ซึ่งมีอาชีพให้คำปรึกษากับคนทำงานสายเทคในมหานครนิวยอร์ก บอกว่า ลูกค้าของเขาที่ภักดีกับบริษัทมากๆ ต่างรู้สึกว่าองค์กรที่เขาทำงานมีความเป็นธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความผูกพันทางความรู้สึกกลับลดน้อยลง จนเริ่มตั้งคำถามถึงหนทางของชีวิตนับจากนี้ไป
จอชเล่าว่า ลูกค้าบางคนตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และจะใช้ชีวิตกับการเดินป่า มีลูกค้ารายหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ลาออกจากงานไปเป็นประธานคณะกรรมการห้องสมุดท้องถิ่น ขณะที่อีกคนเคยทำงานกับบริษัทเทครายใหญ่และทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์ เลือกออกมาทำงานอิสระ และกำลังค้นหาวิธีสร้างขอบเขตความปลอดภัยจากเอไอ
รอสส์ นีลสัน นักจิตวิทยาคลินิกอีกรายหนึ่งบอกว่า นักจิตบำบัดที่ทำงานกับคนในแวดวงเทคโนโลยี ไม่ว่าลูกค้าของพวกเขาจะตกงาน ลดระดับการทำงานลง หรือประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลจากการที่บริษัทเข้าตลาดหุ้น แต่การมีชีวิตที่เร่งรีบน้อยลง กลับสร้างความทุกข์ให้พวกเขา เพราะพวกเขาผูกชีวิตทั้งหมดติดกับงาน และเชื่อมโยงสถานะการงานเข้ากับคุณค่าของตัวเองในฐานะมนุษย์
“เวลาผมถามลูกค้าในการพบกันครั้งแรกว่า คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้าง? คนพวกนั้นมองกลับมาที่ผม ด้วยสายตาที่ราวกับว่า ผมเป็นคนบ้า” รอสส์กล่าว
แอนนีบอกว่า แม้แต่ชาวซิลิคอลวัลลีย์ ที่สร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาก็ต้องเผชิญกับความเครียดอยู่ใน 2 รูปแบบ คือ liquidity anxiety หรือความวิตกกังวลจากการขาดสภาพคล่อง กับ arrival paradox หรือความย้อนแย้งของการไปถึงจุดหมาย
แอนนี อธิบายว่า liquidity anxiety เป็นความวิตกกังวลจากการขาดสภาพคล่อง เป็นความทุกข์ใจจากการมีฐานะร่ำรวยในทางบัญชี แต่กลับไม่สามารถใช้ความมั่งคั่งนั้นได้จริง เพราะความมั่งคั่งอยู่ในรูปหุ้น ที่ยังเปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ได้ จึงเป็นเพียงความมั่งคั่งที่มีอยู่จริง มองเห็น แต่ไม่สามารถสัมผัสหรือจับต้องได้
ขณะที่ arrival paradox หรือความย้อนแย้งของการไปถึงจุดหมาย เป็นความรู้สึกว่างเปล่าหลังจากการไปถึงเส้นชัย แอนนีบอกว่า การนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และการมีหุ้น IPO คือเส้นชัยที่จะทำให้คนเหล่านี้รู้สึกเป็นผู้ชนะ แต่เมื่อไปถึงจุดนั้นแล้ว พวกเขากลับรู้สึกว่างเปล่า หรือแม้กระทั่งซึมเศร้า
“ถ้าฉันทำสำเร็จขนาดนี้แล้ว แต่ยังไม่มีความสุข แล้วฉันกำลังวิ่งไปหาอะไรอยู่?” แอนนีบอก
แอนนีเล่าว่า หลังบริษัทเข้าตลาดหุ้น ลูกค้าหลายคนของเธอร่ำรวยขึ้นมาก แต่แทนที่จะมีความสุขมากขึ้นไปด้วย กลับกลายเป็นนอนไม่หลับ และรู้สึกสับสนหลงทิศทาง เพราะบทบาทการลุยงานแบบหามรุ่งหามค่ำ และเป็นฮีโร่ของบริษัท ได้กลายมาเป็นคนที่ไม่มีอะไรทำมากนักหลังกลายเป็นบริษัทมหาชน
แอนนีบอกว่า งาน คือ สิ่งเสพติดที่สังคมยอมรับได้มากที่สุด เมื่องานหายไป ความรู้สึกรุนแรงต่างๆ ที่ถูกกดเอาไว้ก็เริ่มผุดขึ้นมา ในที่สุดก็ทำให้ต้องเริ่มมองหาสิ่งอื่นเพื่อกดความรู้สึกเหล่านั้นลงอีกครั้ง เช่น การออกกำลังกายหนักเกินไปจนบาดเจ็บ หรือการพึ่งพาแอลกอฮอล์ รวมถึงสารเสพติดรูปแบบใหม่ๆ การดูข่าวร้ายและเนื้อหาด้านลบตลอดเวลา การซื้อของแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ กระทั่งการนำเงินไปลงทุนในสตาร์ตอัพหน้าใหม่แบบต่อเนื่อง
วิธีที่นักบำบัดช่วยให้คนในวงการเทคโนโลยีรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นนั้น รอสส์เน้นการบำบัดในรูปแบบที่ช่วยลดการคิดไปในที่ทางเลวร้ายเกินจริง และลดการพูดกับตัวเองในแง่ลบ
ขณะที่จอช ใช้วิธีนำทางลูกค้าให้สร้างตัวตนและความภาคภูมิใจในตัวเองที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงาน เขาสนับสนุนให้ลูกค้า ออกจากโลกออนไลน์หรือโลกการทำงานออกไปสัมผัสชีวิตจริงโลกภายนอก
แอนนีบอกว่า ตอนนี้เธอมีลูกค้าต่อคิวเข้ารับคำปรึกษาจากเธอยาวไปถึง 12 เดือน โดยที่เธอคิดค่าบริการ 950 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ซึ่งเธอยอมรับว่า ค่าบริการให้คำปรึกษาของเธอนั้นสูงมากจริงๆ
ที่มา
Complicity grief, liquidity anxiety: Silicon Valley therapists are confronting a lot of new neuroses