Skip to main content

 

ครูโรงเรียนมัธยมปลายในเมืองมินนิอาโปลิสของสหรัฐอเมริกา นำวิธีการเรียนแบบดั้งเดิมโดยทดลองให้นักเรียนใช้ดินสอและกระดาษมา พบว่า นักเรียนสามารถอ่านต่อเนื่องได้นานขึ้น และเขียนหนังสือได้ในจำนวนหน้าที่มากขึ้น รวมทั้งนักเรียนส่วนใหญ่มีความมั่นใจในการสอบวัดผลด้านภาษาและวรรณกรรมมากขึ้น

มอรีน มัลเวนีย์ ครูสอนวิชาสอนวรรณคดีและภาษาอังกฤษ ประจำ โรงเรียนมัธยมวอชเบิร์น ทดลองนำวิธีการเรียนการสอนแบบสมัยก่อนมาใช้นักเรียนกับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 5 ห้องของเธอแทนที่การใช้อุปกรณ์ดิจิทัล หลังจากพบว่า นักเรียนมักก็อปปี้งานกันตลอดเวลา และสนใจหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ และชอปของออนไลน์ มากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ และกับครู

“ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มี Chromebook จะมีเพียงดินสอกับกระดาษเท่านั้น” ครูมอรีนระบุในอีเมลที่ส่งไปยังบรรดาผู้ปกครองของนักเรียน เพื่อแจ้งถึงสิ่งที่เธออยากทดลองทำในห้องเรียน

บรรดาผู้ปกครอง ตอบกลับมาว่า ต้องการอะไรบ้าง ครูมอรีนตอบกลับว่า ต้องการแค่ “กระดาษ”  จากนั้นเธอก็ได้รับกระดาษมาเป็นจำนวนมากจนกองเต็มไปหมด

การทดลองนี้เริ่มต้นในเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยให้นักเรียนการอ่านหนังสือเงียบๆ ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 นาที 5 เดือนต่อมา นักเรียนก็สามารถอ่านต่อเนื่องกันได้นาน 30 นาทีโดยที่ไม่มีปัญหา

ขณะที่เรื่องการเขียน ในช่วงแรกๆ นักเรียนบางคนเขียนได้ไม่ถึงครึ่งหน้า แต่ต่อมา พวกเขาสามารถเขียนเรียงความด้วยมือที่มีความยาวได้ถึง 6–7 หน้า

หลัจบการทดลองในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 ครูมอรีนได้ทำแบบสำรวจเพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง พบว่า นักเรียนมากกว่าร้อยละ 95 มองว่า ประสบการณ์ห้องเรียนปลอดเทคโนโลยีครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

 

มอรีน มัลเวนีย์ ครูสอนวิชาสอนวรรณคดีและภาษาอังกฤษ ประจำโรงเรียนมัธยมวอชเบิร์น

 

นักเรียนคนหนึ่งบอกว่า ชอบการที่ไม่ต้องอยู่กับเทคโนโลยีตลอดเวลา และรู้สึกว่าการเรียนแบบนี้สนุกมาก ทำให้ทุกคนเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

ขณะที่นักเรียนหญิงรายหนึ่งบอกว่า การเขียนเรียงความจับเวลาบนกระดาษในวิชานี้ ทำให้เธอพัฒนาการเขียนได้จริงๆ ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชั้นเรียนไหนมาก่อน

“มันสำคัญมากที่เราจะต้องเรียนรู้วิธีเขียนด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยเรียนรู้การเขียนโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วย เพราะสุดท้ายแล้ว มันจะทำให้เราเขียนได้ดีขึ้น” นักเรียนหญิงกล่าว

นักเรียนชายรายหนึ่งบอกว่า ในช่วงต้นปีการศึกษา เขาคิดว่าการพิมพ์บนแล็ปท็อปง่ายกว่า และไม่คิดว่ามือของเขาจะทนกับการเขียนอะไรยาวๆ ขนาดนั้นได้ แต่พอใกล้จบปีการศึกษา เขากลับรู้สึกชอบการเขียนด้วยดินสอมากขึ้น เพราะให้ความรู้สึกสงบกว่าการพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ด และการเขียนบนกระดาษ ทำให้เขาได้ใช้ความคิดของตัวเองจริงๆ

นักเรียนชายอีกรายบอกว่า การทดลองนี้ทำให้พวกเขาตระหนักว่า การทำหลายอย่างพร้อมกันอย่างที่ทำกับหน้าจอไม่ได้มีประสิทธิภาพเสมอไป เช่น การขอเช็กอันนี้ก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาทำอันนั้นต่อ

คุณแค่จดจ่ออยู่กับสิ่งเดียว สิ่งเดียวที่อยู่ตรงหน้าคือ กระดาษหนึ่งแผ่น และมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก” เขาบอก

นักเรียนหญิงอีกรายหนึ่งบอกว่า การตัดการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี ทำให้นักเรียนเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัวได้ลึกซึ้งขึ้น แทนที่จะมองแต่หน้าจอแล็ปท็อป เธอกลับเริ่มพูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นมากขึ้น และแทนที่จะพึ่งพาแต่ Google นักเรียนกลับหันมาพึ่งพากันและกัน

“ตอนที่เราทำทุกอย่างบนกระดาษ ถ้าฉันมีคำถาม ฉันก็แค่หันไปคุยกับคนที่นั่งข้างๆ เพราะเขาอาจกำลังสงสัยเรื่องเดียวกันกับฉันอยู่ก็ได้” เธอบอก

ในช่วงเปิดปีการศึกษาในเดือนกันยายน มีนักเรียนเพียงร้อยละ 46 ที่บอกว่า มั่นใจในทักษะการอ่าน แต่เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่การทดลองสิ้นสุดลง ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 96 ขณะที่เกือบร้อยละ 80 ของนักเรียนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า การคิดและการจัดระเบียบความคิดบนกระดาษทำได้ง่ายกว่าการทำบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ครูมอรีนบอกว่า  เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอรู้สึกเหมือนได้อำนาจในการควบคุมห้องเรียนกลับคืนมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนักเรียนต้องเตรียมตัวสอบวิเคราะห์วรรณกรรมและการเขียนเชิงวิชาการภาษาอังกฤษระดับเตรียมมหาวิทยาลัย หรือ AP Literature ซึ่งจัดสอบผ่านคอมพิวเตอร์ การทดลองนี้จึงสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์

ครูมอรีนหวังว่าจะกลับมาใช้ห้องเรียนปลอดเทคโนโลยีอีกครั้งในปีการศึกษาหน้า

“กำจัดสิ่งรบกวนทั้งหมดออกไป แล้วเราจะได้เด็กๆ ของเรากลับคืนมา” ครูมอรีนกล่าว


ที่มา
Washburn High School teacher took tech out of the classroom. Students call it a success.