เอเวลิน สวิงเกน รองศาสตราจารย์ด้านอาชญาวิทยา จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม อธิบายว่า การที่วัยรุ่นมักถูกมองว่าเลือดร้อน ชอบเสี่ยง และทำอะไรไม่ค่อยยั้งคิดนั้น เป็นผลจากพัฒนาการของสมองในช่วงวัยนั้นในการตอบโต้กับความรู้สึกไม่เป็นธรรม ซึ่งหากพวกเขาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่สงบ ยุติธรรม และมีการปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ ก็จะหล่อหลอมพฤติกรรมของวัยรุ่นไปในทิศทางที่ดีได้
เอเวลินบอกว่า คนมักอธิบายพฤติกรรมเลือดร้อนของวัยรุ่นด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า สมองของของคนวัยนี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงยังไม่สามารถชั่งน้ำหนักถึงผลลัพธ์ของการกระทำได้ดีพอ ซึ่งคำอธิบายนี้อาจทำให้ความเข้าใจต่อพัฒนาการของสมองคนในช่วงวัยรุ่นผิดไป
เอเวลินบอกว่า การที่วัยรุ่นที่ตอบโต้คนที่ดูถูกตัวเองในโรงเรียน จึงอาจไม่ใช่การกระทำในสิ่งที่ไร้เหตุผล แต่เป็นการตอบสนองตามกลไกดั้งเดิมที่วิวัฒนาการทางชีววิทยาฝังไว้ในสมองของมนุษย์
เธอบอกว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะตอบแทนความเมตตาด้วยความเมตตา และรู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกเอาเปรียบ รวมถึงต้องการเห็นผู้ที่ละเมิดกฎได้รับผลจากการกระทำนั้น ซึ่งความต้องการลงโทษผู้ที่ทำผิดกฎ จะยิ่งยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเมื่อก้าวพ้นวัยเด็ก
เอเวลินบอกว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ การได้ "เอาคืน" ไปกระตุ้นระบบการให้รางวัลของสมอง ทำให้มนุษย์รู้สึกพึงพอใจ และสิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยด้านอาชญาวิทยาเชิงวิวัฒนาการ (Evolutionary Criminology) ที่เธอศึกษาอยู่
เธอบอกว่า การลงโทษคนที่เอาเปรียบคนอื่น เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างความร่วมมือกันในสังคมได้ แต่หากการโกงหรือการละเมิดกฎไม่เคยได้รับการลงโทษ คนในสังคมก็จะค่อยๆ สูญเสียความเชื่อมั่นและความร่วมมือกันในท้ายที่สุด
เอเวลินบอกว่า ในช่วงวัยรุ่น สมองบริเวณ Ventral Striatum ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการให้รางวัล ความสุข และการเรียนรู้จากพฤติกรรม จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ไวเป็นพิเศษ และจะทำงานสูงสุดในช่วงวัยรุ่นตอนกลาง
ขณะเดียวกัน เปลือกสมองส่วนหน้าสุดที่บริเวณหน้าผาก หรือ Prefrontal Cortex ที่ทำหน้าที่ในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และควบคุมอารมณ์ คอยยับยั้งแรงกระตุ้นและช่วยให้คนเราคิดก่อนลงมือทำ ยังพัฒนาต่อเนื่องไปจนถึงช่วงอายุ 20 ปลายๆ
พัฒนาการของสมองในช่วงวัยรุ่น จึงเหมาะกับการตอบสนองต่อการได้รับรางวัลได้อย่างรุนแรง กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนรอบข้าง และการพยายามปกป้องสถานะของตัวเอง
ดังนั้น การที่มีเพื่อนอยู่ด้วยก็เพียงพอที่จะทำให้วัยรุ่นกล้าเสี่ยงมากขึ้น และกระตุ้นระบบการให้รางวัลของสมองในแบบที่ไม่เกิดขึ้นเมื่ออยู่เพียงลำพัง นอกจากนี้ ในช่วงวัยรุ่นความอ่อนไหวต่อการถูกตัดสิน หรือถูกกีดกันจากกลุ่มเพื่อนยังอยู่ในระดับสูงที่สุด และสูงกว่าช่วงวัยอื่นของชีวิต
การเลือกเดินหนีจากการเผชิญหน้า ในท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมากที่กำลังจ้องมองอยู่ อาจทำให้วัยรุ่นสูญเสียสถานะในกลุ่มเพื่อน ซึ่งสำหรับวัยรุ่นแล้ว "สถานะ" คือ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในช่วงวัยนี้ และเป็น "ต้นทุนทางสังคม" ที่พวกเขาให้น้ำหนักมากที่สุด
เอเวลินบอกว่า การที่วัยรุ่นเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง หรือการคบเพื่อนที่มีพฤติกรรมละเมิดกฎ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าเยาวชนคนหนึ่งจะมีแนวโน้มทำผิดกฎหรือไม่ สมองที่ไวต่อสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จะค่อยๆ หล่อหลอมตัวตนของพวกเขาจากสิ่งที่อยู่รอบตัว
เธอบอกว่า ในทางกลับกัน หากวัยรุ่นเติบโตในสภาพแวดล้อมที่สงบ ยุติธรรม และปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเคารพ สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นก็จะหล่อหลอมพฤติกรรมของวัยรุ่นไปในทางที่ดีได้เช่นกัน
“หากเยาวชนในสังคมเชื่อมั่นว่า ระบบจะสามารถจัดการกับความอยุติธรรมอย่างเป็นธรรม ความรู้สึกต้องการแก้แค้นอย่างฉับพลันก็จะลดลง เปิดโอกาสให้สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ใช้เหตุผลเข้ามาควบคุมการตัดสินใจได้มากขึ้น” เอเวลินระบุ
เอเวลินมีข้อแนะนำว่า กรณีเกิดความขัดแย้งขึ้นในโรงเรียน อาจให้ครูหรือบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมเข้ามาเป็นคนกลาง ช่วยให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายได้อธิบายความรู้สึกของตัวเอง และร่วมกันหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แทนที่จะใช้การลงโทษเพียงอย่างเดียว
ในกรณีความขัดแย้งในครอบครัว เธอแนะนำว่า พ่อแม่ควรเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยเมื่อพี่น้องทะเลาะกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แทนที่จะปล่อยให้เด็กๆ จัดการกันเอง จนสุดท้ายคนที่แข็งแรงกว่าหรือเสียงดังกว่ากลายเป็นฝ่ายชนะ
เอเวลินเสนอว่า มีกลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้วัยรุ่นถอนตัวจากความขัดแย้งได้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเสียหน้า หรือกำลังยอมแพ้ เช่น หากเกิดเหตุการณ์ในโรงเรียน ครูอาจเชิญทั้งคู่ไปยังพื้นที่สงบเพื่อสงบสติอารมณ์ โดยอธิบายว่า นี่เป็นโอกาสในการลดความขัดแย้ง ไม่ใช่การลงโทษ และหากเกิดเหตุการณ์ที่บ้าน พ่อแม่อาจพูดบอกลูกว่า ขอเวลา 20 นาทีให้ใจเย็นก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยกัน
เอเวลินบอกว่า วัยรุ่นคือช่วงเวลาที่มีศักยภาพมากที่สุดช่วงหนึ่งในการหล่อหลอมชีวิตของคนคนหนึ่งขึ้นมา หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เติบโตในระบบที่เป็นธรรม และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เข้าใจพวกเขา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจยิ่งใหญ่กว่าช่วงเวลาใดๆ ของการพัฒนาชีวิต
ที่มา
When a teenager makes the ‘stupid choice’, their brain is working exactly as designed