Skip to main content

 

งานวิจัยล่าสุดจากทีมนักวิจัยสหราชอาณาจักร พบว่า ความตึงเครียดทางการเงินที่ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี ส่งผลต่อสุขภาพสมองในด้านความคิด ความจำ และเกิดภาวะสมองฝ่อเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Innovation in Aging โดยเป็นการติดตามศึกษาระยะยาวจากคนกลุ่มเดิมตลอดช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรที่เกิดในปี 1946 หรือที่รู้จักกันในชื่อ 1946 British Birth Cohort Study โดยติดตามชาวอังกฤษจำนวนหลายพันคนที่เกิดในช่วงสัปดาห์เดียวกันของเดือนมีนาคม ปี 1946 ซึ่งทุกคนเพิ่งมีอายุครบ 80 ปีเมื่อต้นปี 2026

ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เข้าร่วมทั้งหมด 2,759 คน โดยประเมินฐานะทางการเงินของพวกเขาหลายครั้งตลอดช่วงวัยผู้ใหญ่ และจัดให้ผู้ที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มล่างสุด 20% ของกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มีรายได้ต่ำต่อเนื่อง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 6 ของผู้เข้าร่วมทั้งหมด

นอกจากนี้ นักวิจัยยังประเมินภาวะความตึงเครียดทางการเงิน และการประสบปัญหาในการดำรงชีพด้วยรายได้ที่มี หรือเคยมีปัญหาจ่ายหนี้สินต่างๆ หรือไม่

ในการวิจัย ผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกคนได้รับการทดสอบความจำด้านภาษาและความเร็วในการประมวลผลข้อมูลในตอนที่อายุ 53 ปี และผู้เข้าร่วมบางส่วนได้รับการสแกนสมองเมื่ออายุระหว่าง 69-71 ปี เพื่อวัด “การฝ่อของสมอง” และ “การขยายตัวของโพรงสมอง” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่บ่งบอกได้ถึงสุขภาพสมองที่ถดถอยลง

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เผชิญปัญหาทางการเงินหรือมีรายได้ต่ำต่อเนื่อง มีคะแนนการทดสอบด้านความจำและการคิดต่ำกว่า แม้นักวิจัยจะควบคุมปัจจัยอื่นๆ เช่น ความสามารถด้านการคิดในวัยเด็ก ระดับการศึกษา และความเสียเปรียบในวัยเด็กแล้วก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงยังไม่เปลี่ยนแปลง

ส่วนในกลุ่มที่ได้รับการสแกนสมอง พบว่า ผู้ที่มีรายได้ต่ำต่อเนื่องยังมีแนวโน้มเกิดการฝ่อของสมองมากกว่าเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

นักวิจัยยังพบด้วยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความลำบากทางการเงินกับการฝ่อของสมองมีความชัดเจนมากเป็นพิเศษใน ผู้ชาย ผู้ที่เติบโตในครอบครัวฐานะยากจน และผู้ที่มียีนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์

นักวิจัยอธิบายว่า เกิดจากการที่ผู้ชายที่เกิดในปี 1946 เติบโตในยุคที่สังคมคาดหวังให้ผู้ชายเป็นเสาหลักของครอบครัว แรงกดดันจากการเป็นผู้หารายได้หลักอาจทำให้ความเครียดทางการเงินรุนแรงกว่าผู้หญิง อีกทั้งผู้ชายที่มีฐานะยากจนยังมีอัตราการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่าผู้หญิงในสถานะเดียวกัน

ขณะที่ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม บ่งชี้ว่า ผู้ที่มีความเปราะบางทางชีววิทยาอยู่แล้ว อาจได้รับผลกระทบจากความเครียดทางการเงินมากกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าผลลัพธ์ในกลุ่มย่อยเหล่านี้มาจากจำนวนตัวอย่างที่ค่อนข้างน้อย จึงควรให้เป็นข้อสังเกตเบื้องต้น มากกว่าจะเป็นข้อสรุปที่แน่ชัด

นักวิจัยเสริมว่า มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่า ความเครียดเรื้อรังสามารถกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเร่งให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น ขณะที่ความกังวลเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลาก็ใช้ทรัพยากรของสมองจำนวนมาก ทำให้เหลือพลังในการคิดและประมวลผลเรื่องอื่นน้อยลง

ปัจจุบัน ความยากลำบากทางการเงินได้รับการยอมรับมากขึ้นว่า เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในวัยชรา ไม่ต่างจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูญเสียการได้ยิน การสูบบุหรี่ หรือการไม่ค่อยออกกำลังกาย

ฌาคส์ เวลส์ นักสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัย ระบุว่า งานวิจัยนี้ยังไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่า ความเสียหายของสมองเกิดจากความเครียดทางการเงินโดยตรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและใช้ทรัพยากรของสมองไปกับความกังวล หรือเกิดจากพฤติกรรมที่พบได้บ่อยกว่าในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์

ถึงกระนั้น ผลการศึกษาก็สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า ความยากจนเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในสมอง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดจากสมองเสื่อมก่อนแล้วจึงทำให้คนยากจน เพราะความผิดปกติของสมองเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อผูเข้าร่วมการศึกษาเข้าสู่วัย 50 ปี

ขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ไลน์ เจอโรนิมัส จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งศึกษาผลกระทบของการเลือกปฏิบัติที่มีต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว ชี้ว่า งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสมองของผู้คนด้วย

“ผลการศึกษาของเราชี้ให้เห็นว่า หากสามารถลดความเครียดทางการเงินเรื้อรังในประชากรวัยทำงานได้ ก็อาจช่วยปกป้องสุขภาพสมอง และลดจำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในอนาคตได้” ฌาคส์ กล่าว


ที่มา
Money worries can leave a lasting mark on the brain, 80‑year study shows

How financial stress can affect the brain over the long term