Skip to main content

 

สำหรับผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคมะเร็ง นอกจากการต่อสู้ในทางการแพทย์เพื่อเอาชนะโรคร้ายแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่มักไม่มีการพูดถึงมากนัก คือ การต่อสู้หลังจากชนะมะเร็ง เพื่อให้ได้กลับเข้าสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

มีงานวิจัยในปี 2025 โดย สมาคมมะเร็งแห่งสิงคโปร์ พบว่า ชาวสิงคโปร์ 1 ใน 4 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งในชั่วชีวิตของตนเอง และร้อยละ 88 ของผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งมองว่า การได้กลับไปทำงานเป็นสิ่งสำคัญต่อการฟื้นฟูตัวตน ซึ่งเชื่อมโยงกับศักดิ์ศรี อัตลักษณ์ และสุขภาวะทางจิตใจของพวกเขา ทว่าเกือบร้อยละ 50 ของผู้รอดชีวิตกลับรู้สึกกังวลกับการกลับไปทำงาน โดยเกรงว่าจะถูกเลือกปฏิบัติ หรือไม่ได้รับการยอมรับ

ตัน กวาง เชียก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สมาคมมะเร็งแห่งสิงคโปร์ ชี้ว่า การกลับไปทำงานอีกครั้งของผู้ที่ผ่านโรคมะเร็งมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ไปเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งกับคนที่เป็นนายจ้าง

เขาบอกว่า ได้พบกับผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งจำนวนมากที่ต่อสู้อย่างหนักเพื่อฟื้นตัว และกระตือรือร้นที่จะสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ แต่ทว่าการกลับไปทำงานกลับกลายเป็น “การไต่ขึ้นเขาสูงอีกลูกหนึ่ง” แทนที่จะได้รับการยอมรับจากทักษะความสามารถ และมีบางคนที่รู้สึกว่า ถูกนิยามด้วยโรคที่เคยเป็น

กวาง เชียก บอกว่า เรามักมองไม่เห็นผลกระทบที่ซ่อนอยู่ของโรคมะเร็งและการรักษา ไม่ว่าจะเป็นภาวะเส้นประสาทเสื่อมที่ทำให้เจ็บปวดเมื่อพิมพ์คีย์บอร์ด ความอ่อนล้าที่คงอยู่หลังการรักษา หรือภาวะสมองล้าที่อาจลดทอนความสามารถในการสลับการทำงานอย่างรวดเร็วได้

ผู้รอดชีวิตเล่าว่า มันยากเพียงใดที่คนอื่นคิดว่า 'คุณดูปกติดี' คือ เท่ากับ 'คุณหายดีแล้ว' ทั้งที่หลายคนยังคงเผชิญกับความตึงเครียดทางร่างกายและความอ่อนล้า ที่ทำให้ไม่สามารถกลับไปทำงานได้ในระดับที่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม” กวาง เชียก กล่าว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว บางคนจึงไม่แน่ใจที่จะเปิดเผยอาการของตัวเองกับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ เพราะกลัวการถูกตัดสิน แต่เมื่อขาดการสื่อสารอย่างเปิดเผย ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ต้องตอบสนองต่อความคาดหวังในที่ทำงาน และส่งผลให้เกิดความเครียด และความรู้สึกผิด ที่อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ

ในสิงคโปร์ มีผู้ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งเฉลี่ยวันละ 50 คน และผู้ใหญ่ช่วงอายุ 30 และ 40 ปีจำนวนมากขึ้นกำลังเผชิญกับมะเร็งระยะเริ่มต้น เช่นเดียวกับอัตราการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับคนในช่วงวัยทำงานที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว มะเร็งจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาและการมีชีวิตรอดอีกต่อไป แต่รวมถึงการกลับไปสู่บทบาทเดิมก่อนการป่วยด้วย

“เมื่อประชากรของเรามีอายุยืนยาวขึ้น แรงงานจำนวนมากขึ้นจะต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง และอีกจำนวนมากจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล ไม่ว่าตัวเราเอง หรือคนที่เรารัก อาจต้องการการสนับสนุนในสักวันหนึ่ง” กวาง เชียก กล่าว

กวาง เชียก เสนอให้มีการสร้างสถานที่ทำงานที่ครอบคลุมพนักงานซึ่งป่วยเป็นมะเร็ง ด้วยการสนับสนุนพวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผ่านมาตรการที่เรียบง่าย เช่น การทำงานแบบยืดหยุ่น โครงการสนับสนุนพนักงาน หรือแนวทางการกลับมาทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยครอบคลุมพนักงานที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง รวมถึงคนที่เป็นผู้ดูแล

นอกจากนี้ ยังต้องปลูกฝังทัศนคติที่เหมาะสม เนื่องจากผู้รอดชีวิตจากมะเร็งจำนวนมาก ต่างประสบความยากลำบากในการหางาน และผู้ที่ยังคงทำงานในที่ทำงานเดิมต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดว่า อาการของพวกเขาจะกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยมองข้ามความยืดหยุ่น มุมมอง และความมุ่งมั่นของพวกเขา

“เราไม่ได้ต้องการความสงสาร เราต้องการเพียงแค่โอกาสที่เท่าเทียม ความยืดหยุ่นเมื่อจำเป็น และวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ” ดอริส ผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง ซึ่งทำหน้าที่ผู้ช่วยดูแลผู้ป่วยของสมาคมมะเร็งแห่งสิงคโปร์กล่าว

กวาง เชียก บอกว่า การสร้างสถานที่ทำงานที่ครอบคลุมผู้ป่วยมะเร็งนั้น เริ่มต้นจากความไว้วางใจและการเปิดกว้างของทั้งสองฝ่าย เมื่อเกิดความรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ความเข้าใจ ความยืดหยุ่น และการสนับสนุนก็จะตามมาได้ง่ายขึ้น

กวาง เชียก บอกว่า ความหวังของเขาคือ การได้เห็นสิงคโปร์เอาชนะโรคมะเร็ง ด้วยการที่ผู้ที่รอดชีวิตสามารถใช้ชีวิตและทำงานต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ ด้วยความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจ จะสามารถสร้างสถานที่ทำงานที่ไม่พียงแต่ผู้ป่วยจากมะเร็งกลับมาได้ แต่ยังสามารถเติบโตและงอกงามได้อย่างแท้จริง


ที่มา
Commentary: Returning to work after cancer is harder than we think