คนวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่ทำกิจกรรมในลักษณะที่ใช้ความคิดซับซ้อน เช่น การเรียนรู้การใช้แอปพลิเคชันใหม่ หรือการเรียนภาษาต่างประเทศ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมถอยของสมอง และยังช่วยให้สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้นานขึ้น
รองศาสตราจารย์ ราเชล วู นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ทำการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาและการเสื่อมถอยทางสติปัญญาตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ พบว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ จะช่วยเพิ่มความสามารถทางสติปัญญาให้กับผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงช่วยเพิ่มความมั่นใจในความสามารถของตัวเองที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
งานวิจัยของ เบกกา เลวี นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยล พบว่า การมีมุมมองเชิงบวกต่อวัยชราสามารถนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้น และช่วยให้อายุขัยเพิ่มขึ้นได้ถึง 7.5 ปี
ขณะที่ ศาสตราจารย์ แอนน์ สเตฟเฟน จากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมิสซูรี-เซนต์หลุยส์ บอกว่า มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่เชื่อในข้อความเชิงลบเกี่ยวกับความชรา จะเริ่มปรับวิถีชีวิตของตัวเองให้คล้อยตามข้อความเหล่านั้น ส่วนการเลือกปฏิบัติทางอายุที่ฝังลึกอยู่ภายในตัวของพวกเขาเอง อาจทำให้ผู้สูงอายุเชื่อว่าไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้
งานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ราเชล ทำการศึกษาคนวัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง 58-86 ปี โดยให้ใช้เวลาเรียนและทำการบ้านสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างน้อย 3 อย่าง เช่น การใช้ iPad การพูดภาษาสเปน หรือการวาดภาพ ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้
ผลการศึกษาพบว่า เมื่อครบ 3 เดือน คะแนนด้านความจำและสมาธิของผู้เข้าร่วมการทดลองมีระดับใกล้เคียงกับคนอายุ 35-51 ปี และหนึ่งปีต่อมา คะแนนของพวกเขาใกล้เคียงกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองหลายคนยังคงสมัครเรียนต่อผ่านคอร์สออนไลน์ หรือไปเรียนพิเศษ หรือเข้าร่วมในชั้นเรียนของชุมชน
รองศาสตราจารย์ ราเชล พบว่า คนสูงอายุที่ไม่เคยวาดภาพมาก่อนเลย กลับสามารถขายผลงานศิลปะและรับจ้างงานวาดภาพได้ พวกเขาเกิดความมั่นใจว่า สามารถเรียนรู้สิ่งที่ยากได้ และสามารถหาทางแก้ปัญหาต่างๆ ได้ นอกจากนี้ เธอพบด้วยว่า ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยมีแรงจูงใจสูงเป็นพิเศษในการเรียนรู้ทักษะที่สามารถนำไปใช้หารายได้เพิ่มได้จริง คนกลุ่มนี้จึงไม่ได้เกษียณเมื่ออายุถึง 65 ปีเสมอไป
ซารา ซาไจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านความชราและพฤติกรรม วิทยาลัยแพทยศาสตร์ไวล์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล บอกว่า แม้คนที่เริ่มมีความเสื่อมของความจำ สมาธิ และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับภาวะบกพร่องทางการรู้คิดระดับในเล็กน้อย ก็ยังสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้
ในการศึกษาล่าสุด ผู้สูงอายุทั้งที่มีและไม่มีภาวะดังกล่าวสามารถฝึกใช้งานแท็บเล็ต และเรียนคลาสออนไลน์สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อเรียนรู้การทำธุรกรรมธนาคารออนไลน์และการจัดการเรื่องยา
ซาราบอกว่า แม้ความเร็วในการประมวลผลข้อมูลจะช้าลงตามวัย และมีการทำผิดพลาดบ้าง แต่ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิบัติงานที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีและไม่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดระดับเล็กน้อย อีกทั้งพวกเขายังมีความมั่นใจมากขึ้นในการใช้บริการธนาคารออนไลน์และการจัดการเรื่องยาในชีวิตจริง ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังเริ่มโครงการใหม่เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุเรียนรู้การใช้งานแอป Uber และการใช้ Google Maps
“เราพบว่าผู้เข้าร่วมไม่ได้กลัวเทคโนโลยีเลย พวกเขาเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราการถอนตัวต่ำมาก” ซารากล่าว
ที่ประเทศฟินแลนด์ ทีมนักวิจัยได้ดำเนินโครงการระยะเวลา 2 ปี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะสมองเสื่อม โดยผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้และการสนับสนุนเกี่ยวกับอาหาร การออกกำลังกาย การฝึกสมอง กิจกรรมทางสังคม และการติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการมีพัฒนาการทำงานของสมองในระดับสูง มีความจำที่ซับซ้อน และควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งการทดลองคล้ายกันนี้ในสหรัฐอเมริกาก็พบผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกัน
ศาสตราจารย์ อลัน คาสเทล นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส บอกว่า ความสามารถในการตระหนักรู้ถึงศักยภาพและข้อจำกัดของตนเองจะดีขึ้นตามอายุ แม้ผู้สูงอายุอาจเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ช้ากว่า แต่พวกเขาจะเลือกโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญต่อพวกเขาจริงๆ
ในงานศึกษาของ ศาสตราจารย์อลันพบว่า ผู้สูงอายุที่มีปัญหาในการจดจำปฏิกิริยาของยาหลายชนิด แต่จะสามารถจดจำได้ดีเป็นพิเศษกับยาที่มีผลกระทบรุนแรงสูงต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้สูงอายุยังมีแนวโน้มจดจำสิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าได้ดีกว่า
เขาบอกว่า ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นที่เกิดขึ้นในขณะเผชิญกับสิ่งใหม่หรือสิ่งน่าสนใจ จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลังวัยกลางคน และยังคงเพิ่มต่อไปในวัยสูงอายุ
เขาบอกว่า ความอยากรู้อยากเห็นจะช่วยกระตุ้นสมองและช่วยให้เรียนรู้ จึงสามารถใช้กลไกทางสมองเพื่อมุ่งความสนใจของผู้สูงอายุไปยังสิ่งที่สำคัญและน่าสนใจได้ จากนั้นจึงช่วยวางแผนพัฒนาทักษะใหม่ๆ ในด้านเหล่านั้น
ที่มา
How learning protects the aging brain