พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
ดราม่าเรื่อง “นักเรียนทุนรัฐบาลกลับมาแล้วเสียโอกาสจริงไหม?” เป็นประเด็นที่วนซ้ำในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ลากยาวตั้งแต่สมัยที่ผมไปเรียนจนถึงปัจจุบัน และสิ่งที่น่ากังวลคือ แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่แกนของปัญหากลับแทบไม่เปลี่ยน
ก่อนจะวิจารณ์ ผมขอออกตัวให้ชัดเจนว่าผมเองก็เป็น “เด็กทุน” เช่นกัน แต่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเดนมาร์ก ซึ่งมีตรรกะการออกแบบระบบต่างจากของไทยอย่างสิ้นเชิง (จริง ๆ ก็คือ เกือบได้เป็นเด็กทุนรัฐบาลไทยแล้ว พอดีโชคดี เจอ วิกฤตต้มยำกุ้งก่อน)
ระบบของเขาไม่ได้มองการใช้ทุนเป็น “ภาระผูกพันหลังเรียนจบ” ที่ต้องกลับมาใช้หนี้ด้วยเวลา แต่เป็น “การมีส่วนร่วมในระบบความรู้” ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ กล่าวคือ นักเรียนทุนจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมคณาจารย์ (faculty team) เก็บชั่วโมงการทำงานให้ครบ 750 ชั่วโมงภายใน 3 ปี เท่ากับว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้รับทุน แต่เป็นผู้ร่วมผลิตองค์ความรู้ไปพร้อมกัน
เมื่อเรียนจบ ภาระผูกพันถือว่าสิ้นสุดทันที ไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องกลับประเทศหรือทำงานใช้ทุนระยะยาว หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตขึ้นอยู่กับศักยภาพและการตัดสินใจของแต่ละคน
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะมันสะท้อน “วิธีคิดต่อคนเก่ง” ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างระบบที่มองคนเป็นทรัพยากรที่ต้องควบคุม กับระบบที่มองคนเป็นทุนมนุษย์ที่ต้องปลดล็อกศักยภาพ
ในฐานะคนที่เรียนฟิสิกส์ทั้งระดับปริญญาตรีและโท โทเนี่ยเกือบจะจบย้ายสายก่อน (และต่อยอดไปด้านนวัตกรรม) ผมฟังน้องที่ให้สัมภาษณ์ ซึ่งยกตัวอย่างการตั้งโจทย์วิจัยตอนเรียนต่างประเทศ เทียบกับตอนกลับมาไทย แล้วโยงไปสู่ Basic Research ผมเข้าใจสิ่งที่น้องกำลังจะสื่อ แต่ในความเป็นจริง หน้างานมัน “ลึกและโหดร้าย” กว่าที่เล่ามาก
เพราะสิ่งที่กำหนดชะตาของนักเรียนทุน ไม่ใช่แค่คุณภาพของโจทย์วิจัย แต่คือ “โครงสร้างระบบนิเวศ” ที่รองรับหลังจากเขากลับมา หากจะสรุปให้ชัด ดราม่านี้ไม่ได้กระจัดกระจาย แต่วนอยู่เพียง 3 แกนหลัก ได้แก่
หนึ่ง โอกาสในการปล่อยศักยภาพ (opportunity to perform)
สอง ความมั่นคงในเส้นทางอาชีพ
สาม การขาดภาคเอกชนสาย Deep Tech ที่สามารถรับไม้ต่อองค์ความรู้
และทั้งสามแกนนี้ เชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้อง “ผ่าตัดใหญ่” อย่างน้อย 3 มิติ
1. โลกของ Basic Research กับ “สะพานผุ” ที่เชื่อมไม่ถึงเอกชน
Basic Research ในบริบทของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ตั้งคำถามระยะยาว ลงลึก และสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยไม่ต้องถูกเร่งให้ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ทันที
แต่เมื่อกลับมาไทย นักวิจัยต้องเผชิญกับระบบงบประมาณและ KPI ที่ “บีบให้ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์” อย่างรวดเร็ว ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นทันที เพราะงานที่ต้องใช้เวลาในการตกผลึก กลับถูกเร่งให้ให้ผลลัพธ์ระยะสั้น
จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นบอร์ด Excellent Center หนึ่งใน 11 ศูนย์ความเป็นเลิศของประเทศ (ด้านฟิสิกส์) ต้องพูดตรงๆ ว่า งบประมาณสำหรับนักวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยนั้น “น้อยแบบมีนัยสำคัญ” เมื่อเทียบกับความคาดหวังของระบบ
ในขณะที่หน่วยงานประเภท RTO หรือองค์การมหาชน แม้จะมีงบประมาณมากกว่า แต่ก็ยังห่างจากระดับที่ประเทศพัฒนาแล้วลงทุนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “ปริมาณงบ” หากคือ “โครงสร้างการเชื่อมโยง” ซึ่งผมเรียกมันตรงๆ ว่า เรามี “สะพานผุ”
สะพานที่เชื่อมองค์ความรู้จากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนของไทยนั้นยังอ่อนแอ มีข้อจำกัด และไม่สามารถรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงลึกได้จริง
ในอดีต เมื่อเรายังไม่มีเครื่องมือหรือ facility ที่ดี งานวิจัยจำนวนมากจึงอยู่ในกรอบของ reverse engineering เพื่อเลียนแบบและลดต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยี
ปัจจุบัน แม้เราจะมีเครื่องมือที่ดีขึ้นอย่างมาก จนสามารถเปิดให้บริการ (service) กับภาคเอกชนได้ แต่เรายังไม่สามารถก้าวไปสู่การทำ New Product Development (NPD) ร่วมกันในระดับลึก
เรายังไปไม่ถึงโมเดลแบบ Fraunhofer (เยอรมนี) หรือ ITRI (ไต้หวัน) ที่รัฐทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชิงเทคโนโลยี” ที่เชื่อมวิจัยกับอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ
คำถามคือ ทำไม? คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ภาคเอกชนไทย “ยังไม่เชื่อมั่น” ในระบบรัฐ
บริษัทขนาดใหญ่เลือกลงทุนตั้งศูนย์วิจัยของตนเอง เพราะไม่มั่นใจทั้งเรื่องความเร็ว คุณภาพ และความรับผิดชอบของระบบภาครัฐ ขณะที่มหาวิทยาลัยมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างมากยิ่งกว่า
ผลลัพธ์คือ นักเรียนทุนที่กลับมา ไม่ได้มีสนามให้ “ฝึกวรยุทธ” เพื่อยกระดับความสามารถของตัวเองไปสู่ frontier ของเทคโนโลยี ศักยภาพจึงถูก “แช่แข็ง” อยู่ในระบบที่ไม่เปิดทางให้เติบโต
2. นโยบาย Quick Win กับกระแส Deep Tech ที่สวนทางกับโครงสร้างจริง
ในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องการการลงทุนระยะยาวและความต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ผู้กำหนดนโยบายจำนวนไม่น้อยกลับมุ่งหา “Quick Win”
ความต้องการผลลัพธ์ระยะสั้น กลายเป็นแรงกดดันที่บิดเบือนทิศทางของระบบ ยิ่งในช่วงที่กระแส Deep Tech Startup ได้รับความสนใจสูง แนวคิดเชิงนโยบายกลับยิ่งย้อนแย้ง
ในระดับวาทกรรม เราพูดถึงการสร้าง Deep Tech Startup แต่ในระดับโครงสร้างจริง เรายัง “กัก” นักวิจัยไว้ในแล็บ เพื่อผลิตผลงานวิชาการตาม KPI เดิม
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิจัยจำนวนมากก็ไม่ได้ต้องการเป็นผู้ประกอบการ และนั่นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะบทบาทของนักวิทยาศาสตร์กับผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน
ขณะที่คนที่ต้องการออกไปทำ Deep Tech จริง กลับเผชิญข้อจำกัดหลายชั้น ทั้งการขาด mentor ที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและตลาด การขาด ecosystem ที่รองรับการเติบโต และเงื่อนไขการใช้ทุนที่ “ล็อก” การเคลื่อนย้ายของคนเก่ง
สุดท้าย ระบบจึงเกิดอาการ “ไปกันใหญ่” คือ พยายามขับเคลื่อนสิ่งที่โครงสร้างยังไม่รองรับ
3. ชนชั้นของแหล่งทุน และความเหลื่อมล้ำของอาชีพนักวิจัย
อีกมิติที่ถูกพูดถึงน้อย แต่มีผลโดยตรงต่อแรงจูงใจ คือ เรื่องค่าตอบแทนและความมั่นคง
ในโครงสร้างปัจจุบัน การเป็นนักวิจัยในหน่วยงาน RTO หรือองค์การมหาชน ยังมีรายได้และเสถียรภาพมากกว่าการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างมีนัยสำคัญ อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องแบกรับภาระการสอนจำนวนมาก ภายใต้รายได้ที่จำกัด และยังต้องแข่งขันขอทุนในระบบที่มีลักษณะเป็น “แหล่งทุนที่มีชนชั้น”
กล่าวคือ การเข้าถึงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อเสนอเพียงอย่างเดียว แต่ยังแฝงด้วยเครือข่าย ความสัมพันธ์ และกลไกที่ไม่โปร่งใสในบางกรณี
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักวิจัยต้องใช้พลังงานจำนวนมากไปกับการ “ล่าทุน” และจัดการระบบเอกสาร แทนที่จะได้ใช้เวลาไปกับการคิดและสร้างองค์ความรู้ แรงจูงใจในการทำงานวิจัยระยะยาวจึงถูกบั่นทอนอย่างต่อเนื่อง
ปัญหานี้ไม่ใช่ดราม่า แต่คือโครงสร้าง เสียงสะท้อนของนักเรียนทุนในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่มันคืออาการของ “ระบบที่ออกแบบผิดตั้งแต่ต้น”
ตราบใดที่เรายังไม่สามารถสร้างสะพานที่แข็งแรง เชื่อม Basic Research เข้ากับภาคเอกชนสาย Deep Tech ได้ ตราบใดที่เรายังยึดติดกับ KPI ระยะสั้น และนโยบายแบบ Quick Win และตราบใดที่เส้นทางอาชีพนักวิจัยยังเต็มไปด้วยความไม่มั่นคงและความเหลื่อมล้ำ
การส่งคนเก่งไปเรียนต่างประเทศ ก็จะยังคงเป็นเพียง “การลงทุนที่ไม่ปิดลูป” และการปล่อยให้คนเหล่านั้นกลับมาติดล็อกอยู่ในระบบเดิม ไม่ใช่แค่ความน่าเสียดายในระดับปัจเจก
แต่คือความสูญเปล่าทางนวัตกรรมของประเทศในระดับโครงสร้าง
.