ผลสำรวจของ องค์การยูนิเซฟ ร่วมกับ นิด้าโพล เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า เด็กไทยได้รับผลกระทบจากค่าครองที่สูงขึ้นในระดับที่มากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น กำลังบีบให้ครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชนต้องตัดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ด้านการศึกษา และสิ่งจำเป็นอื่นๆ
ยูนิเซฟ ร่วมกับ นิด้าโพลล์ ทำการสำรวจผลกระทบจากค่าครองชีพต่อเด็กและครอบครัวในประเทศไทย โดยลงพื้นที่สัมภาษณ์ครัวเรือนที่มีเด็กจำนวน 1,227 ครัวเรือนใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ร้อยละ 61 ของครัวเรือนระบุว่า ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นในระดับมากถึงมากที่สุด
การสำรวจพบว่า ครัวเรือนที่มีเด็กมากกว่า 4 ใน 5 ระบุว่า ค่าครองชีพที่สูงขึ้นส่งผลต่อคุณภาพหรือปริมาณอาหารที่บุตรหลานได้รับประทาน เนื่องจาก หลายครอบครัวจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร หรือเปลี่ยนไปซื้ออาหารที่มีราคาถูกลง
เกือบ 9 ใน 10 ครัวเรือนระบุว่า ค่าเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละวันทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะค่าเดินทางไปโรงเรียนของเด็กๆ ขณะที่เยาวชนที่ตอบแบบสำรวจตอบว่า ได้รับผลกระทบเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันมากที่สุด
ราว 3 ใน 4 ของครัวเรือนบอกว่า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกๆ สูงขึ้น ขณะที่ร้อยละ 52 ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า ครอบครัวต้องลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าเรียนพิเศษ กิจกรรม และอุปกรณ์การเรียน
การสำรวจพบด้วยว่า ครัวเรือนในภาคเหนือได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพหนักที่สุด แต่มีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่ครัวเรือนในกรุงเทพฯ เกือบทั้งหมดระบุว่า ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ส่วนเยาวชนที่มีความพิการหรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น โดยเกือบร้อยละ 63 ระบุว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หรือเกือบเป็น 2 เท่าของกลุ่มที่ไม่มีความพิการหรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ
ผลสำรวจนี้สอดคล้องกับผลสำรวจออนไลน์อีกชิ้นหนึ่งของยูนิเซฟ ที่ทำการสำรวจกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี จำนวน 435 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า ร้อยละ 43 ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อครัวเรือนของพวกเขาอย่างมากถึงขั้นวิกฤต
การสำรวจพบอีกว่า ค่าครองชีพที่สูงขึ้นส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน โดยพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนระบุว่า บุตรหลานมีความเครียดหรือความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 64 ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า รู้สึกเครียดหรือกังวลมากขึ้นจากแรงกดดันด้านการเงิน