กระแสการส่งลูกๆ ไปเข้าค่าย “เรียนรู้ความยากลำบาก” ของครอบครัวในจีน กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพ่อแม่ชาวจีนยอมจ่ายเงินถึงเกือบ 5 หมื่นบาท เพื่อให้ลูกๆ ได้ไปฝึกความอดทน ปรับปรุงพฤติกรรม และเรียนรู้ทักษะการดูแลตัวเอง รวมถึงฝึกการเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ
People's Daily สื่อของทางการจีนรายงานว่า ค่ายลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีโครงการลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครอง
ค่ายส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในมณฑลทางตอนใต้ของจีน เช่น เสฉวน กุ้ยโจว และยูนนาน ซึ่งมีสภาพอากาศอบอุ่นในช่วงฤดูร้อน ค่ายบางแห่งจัดขึ้นเป็นเวลา 10 วัน โดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินหลายพันหยวน บางค่ายค่ายซึ่งกินระยะเวลานานถึงหนึ่งเดือน ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 10,000 หยวน หรือประมาณ 5 หมื่นบาท
ที่ค่าย เด็กๆ จะถูกกำหนดให้ทำงานในไร่นา ปลูกมันฝรั่ง ข้าวโพด ลอกเปลือกไม้ ผ่าฟืน ให้อาหารสัตว์ โดยเด็กๆ จะถูกยึดโทรศัพท์มือถือเอาไว้ และหากทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จ ก็อาจถูกงดอาหารเพื่อเป็นการลงโทษ นอกจากนี้ เด็กๆ ยังถูกกำหนดให้เขียนจดหมายถึงพ่อแม่ระหว่างที่อยู่ในค่าย ส่วนของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ กระดาษชำระ และของใช้จำเป็นอื่นๆ จะถูกแจกจ่ายตามปริมาณงานที่เด็กทำได้
ผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่งอ้างว่า น้องชายของเขาที่ถูกส่งไปเข้าค่าย ไม่ได้รับอนุญาตให้อาบน้ำนานถึง 9 วัน และอาหารที่น้องชายของเขาได้รับที่ค่ายมีเพียงมันฝรั่ง บะหมี่ธรรมดา และซีอิ๊ว
ผู้ปกครองรายหนึ่งบอกว่า สาเหตุที่ส่งลูกไปเข้าค่ายเพราะ ตอนอยู่ที่บ้าน ลูก “ดื้อมาก” จึงจำเป็นต้องให้ขึ้นไปบนภูเขาเพื่อสัมผัสกับความยากลำบาก
ขณะที่แม่รายหนึ่งจากเซี่ยงไฮ้บอกว่า เธอส่งลูกสาววัย 7 ขวบไปเข้าค่ายเป็นเวลา 10 วัน เพื่อแก้ปัญหาความขี้เกียจและแก้นิสัยการเลือกกินของลูก เธอบอกว่า รู้สึกพอใจที่ลูกสาวได้ก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย และสัมผัสกับวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป
ส่วนผู้ปกครองคนอื่นๆ ระบุว่า แรงจูงใจในการส่งลูกเข้าค่ายฝึกความลำบาก คือ การช่วยให้เด็กเลิกเสพติดเทคโนโลยี และทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะการดูแลตัวเอง
ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา มีความเห็นว่า การให้เด็กเข้าค่ายฝึกความลำบากในช่วงสั้นๆ อาจไม่สามารถแก้พฤติกรรมอย่าง การติดโทรศัพท์มือถือ หรือนิสัยผัดวันประกันพรุ่งได้ ท่าทีที่ดูเหมือนเด็กดูเหมือนจะตระหนักหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองภายใต้สภาพแวดล้อมที่กดดันและยากลำบากนั้น อาจเป็นเพียงการตอบสนองต่อความเครียดในระยะสั้น ที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งการอดทนต่อความยากลำบาก กับการพัฒนาลักษณะนิสัย เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า การที่เด็กๆ ซึ่งคุ้นเคยกับความสะดวกสบายของชีวิตในเมือง ได้ออกไปใช้ชีวิตในชนบท และได้ใช้แรงกายทำงานใกล้ชิดกับผืนดิน ก็เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า และช่วยเปิดโลกทัศน์และสร้างความตระหนักรู้ให้กับเด็กมากขึ้น
ขณะที่บนโลกออนไลน์ของจีน มีเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและด้านลบต่อเรื่องนี้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายคนตั้งคำถามว่า การมุ่งให้เด็กสัมผัสกับความยากลำบากท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าว โดยไม่มีแม้แต่สิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานอย่างเครื่องปรับอากาศ เป็นรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมจริงหรือไม่
ผู้ปกครองรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “สิ่งที่ลูกๆ ของเราได้สัมผัสในค่ายฤดูร้อนเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่คนรุ่นของเราเคยเผชิญ เราตั้งใจจะมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับลูกๆ แต่บางทีเราอาจเผลอเลี้ยงพวกเขาแบบที่ตามใจเด็กๆ มากจนเกินไป”
ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนแสดงความเห็นว่า การเสียเงินหลายพันหยวน เพื่อส่งลูกไปเข้าค่ายที่มีเป้าหมายสอนเรื่องระเบียบวินัย เป็นเรื่องที่รับไม่ได้
พ่อแม่บางรายบอกว่า ค่ายฝึกความลำบากไม่สามารถแก้ปัญหาพฤติกรรมของลูกได้ ลูกๆ ของพวกเขายังเลือกกินเหมือนเดิม ขณะที่นิสัยผัดวันประกันพรุ่งก็ไม่ได้ดีชึ้นจากเดิมเลย
People's Daily หนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับกระแสความนิยมในการส่งเด็กๆ ไปเข้าค่ายฝึกความลำบากที่เพิ่มขึ้น เตือนว่า หากค่ายฝึกความลำบาก ไม่มีการสนับสนุนทางอารมณ์ หรือคำแนะนำในทางบวก ก็อาจทำให้เด็กๆ เกิดความรู้สึกหวาดกลัวและต่อต้าน อาจถึงขั้นทำให้เด็กเกิดทัศนคติรังเกียจการทำงาน รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งในระยะยาว
ที่มา
Chinese parents pay £1k to send children to ‘hardship camps’
"Only Boiled Potatoes for the Lazy": Parents Pay Up to 2.1 Million Won to Send Children to 'Hardship Camps'