Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

 

ผมลองไปค้นตัวเลข GDP ไทยช่วงสิบปี (2557–2567) ขึ้นมาดู เผินๆ ก็รู้สึกว่ามันก็โตไปเรื่อยๆ แต่มันไม่ได้หวือหวาอะไร ตัวเลขบอกว่า GDP ไทยโตจาก 13.23 ล้านล้าน ขยับไป 18.58 ล้านล้าน โตขึ้น 40.4% ฟังดูไม่เลว ใช่ไหมครับ เกือบ 50% แน่ะ

แต่พอผ่าไส้ในออกดู สิ่งที่เจอมันไม่ใช่การเติบโต แต่มันคือ “อาการเน่าจากข้างใน”

เครื่องยนต์ที่เคยชักจูงประเทศรู้ๆ กันอยู่ว่าคือ "ภาคอุตสาหกรรม" ซึ่งกำลังตายก่อนวัยอันควร (Premature De-industrialization) และสิ่งที่เข้ามาแทนที่ กลับไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่ "นวัตกรรม" อะไรทั้งนั้น แต่เป็น “ภาคบริการมูลค่าต่ำ” ที่น่าสงสัยว่าจะรองรับแรงงานจากโรงงานที่ปิดตัวลงได้ง่ายๆ อย่างไร

ตัวเลข GDP ที่โตขึ้นนั้น คือภาพลวงตาที่ฉาบไว้บนโครงสร้างที่กำลังผุพัง ผมคิดว่าเราคุยเรื่องการเติบโตกันเยอะ แต่ไม่ค่อยมีคนเอาตัวเลขทางเศรษฐกิจนี้มาคลี่ดูในมุมของ "เศรษฐศาสตร์วิวัฒนาการ" สักเท่าไหร่ วันนี้ผมอยากลองชวนดูในมุมนั้นครับ
 


เมื่อการ "ปรับตัว" ไม่ใช่การยกระดับ แต่คือ “การถอยร่น”
 

ในทางเศรษฐศาสตร์วิวัฒนาการ ระบบเศรษฐกิจก็เหมือนสิ่งมีชีวิต เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน มันต้อง "กลายพันธุ์" หรือยกระดับไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อเอาตัวรอด

ลองแกะรอยข้อมูลสัดส่วน GDP จากสภาพัฒน์ฯ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาดูครับ เราจะเห็นภาพการ "ย้ายถิ่นฐาน" ของเม็ดเงินที่ชัดเจนมาก

- สิบปีก่อน ภาคเกษตรเคยครองสัดส่วน 10.5% ภาคอุตสาหกรรมคือเครื่องยนต์หลักที่ครองถึง 36.8% (โดยเป็นการผลิตสินค้าถึง 27.8%) และภาคบริการอยู่ที่ 52.7%

- แต่พอข้ามมาปี 2567 ผังเศรษฐกิจไทยหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ภาคเกษตรเหลือ 8.7% ภาคบริการพุ่งทะยานไปแตะ 61.6%

แต่จุดที่น่ากังวลที่สุดคือ ภาคอุตสาหกรรมที่หายวับไปจากผังเศรษฐกิจถึง 7.1 % เหลือเพียง 29.7% โดยเฉพาะแกนหลักอย่างการผลิตสินค้า (Manufacturing) ที่ร่วงจาก 27.8% ลงมาเหลือ 24.3% ส่วนการก่อสร้างและเหมืองแร่ก็หดตัวลงตามกัน ตัวเลขชุดนี้กำลังส่งสัญญานเตือนเราว่า เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวรใหม่ๆ ของประเทศกำลังหยุดนิ่ง และเหือดหาย

ถ้าเรามองแบบผิวเผิน อาจจะดีใจว่า "เรากำลังก้าวสู่ยุค Post-Industrial แบบประเทศพัฒนาแล้ว" แต่ลองซูมดูไส้ในของภาคบริการที่โตขึ้นสิครับ สิ่งที่โตคือ ที่พักแรม-อาหาร (เจอตำนานศูนย์เหรียญจากบางประเทศอีก ขนาด รมช. มหาดไทยเจอมาแล้ว), ค้าส่ง-ค้าปลีก (ทั้ง wholesale ทั้ง e-commerce ที่เรากำลังบ่นว่าเจอประเทศจีนดั๊มป์ตลาดกันนี่แหละ), ขนส่ง และอสังหาฯ/บริการจิปาถะ

มันไม่ใช่การวิวัฒนาการไปสู่ Knowledge Economy ที่ขับเคลื่อนด้วย R&D, การเงินขั้นสูง, หรือ Tech Consulting แต่มันคือ "การถอยร่นเชิงโครงสร้าง" (Structural Retreat) เมื่อโรงงานปิดตัวลง แรงงานกึ่งฝีมือจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไหลเข้าสู่ภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ (Low-productivity Services) เช่น การขับรถรับส่งอาหาร ค้าปลีกรายย่อย หรืองานบริการท่องเที่ยว ซึ่งไม่สามารถสร้างผลกระทบแบบทวีคูณทางเทคโนโลยี (Tech Multiplier Effect) อย่าง Semiconductor, Photoทics, Quantum หรือแม้แต่ Space ได้เลย
 


การเติบโตบน "สเตียรอยด์" ที่ชื่อว่าหนี้ครัวเรือน


เราลองมองกันแบบนี้ครับ ถ้าภาคการผลิตที่เป็นฐานรายได้หลักกำลังทรุด แล้วภาคการค้าปลีก-ค้าส่งที่ครองสัดส่วนถึง 16.5% ของ GDP มันโตมาจากกำลังซื้อที่ไหน?

หวยไปออกที่ระบบหมุนเวียนเลือดของเศรษฐกิจไทยที่ชื่อว่า "หนี้ครัวเรือน" ซึ่งปัจจุบันทะลุ 90% ของ GDP ไปแล้ว

สิบปีที่ผ่านมา เราใช้นโยบายกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น แจกเงิน และอัดฉีดสินเชื่อเพื่อประคองตัวเลขการบริโภค การเติบโตของการค้าปลีกจึงไม่ได้มาจากรายได้ที่แท้จริงตามผลิตภาพ (Labor Productivity) ที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการ "ดึงกำลังซื้อในอนาคต" มาใช้ในวันนี้

ในมุมมองวิวัฒนาการ มันก็คือภาวะที่ "อาวเอี้ยงอง" ฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรก หรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่กลืนกินพลังงานเกินกว่าที่อวัยวะภายในจะผลิตได้ มันจึงต้องกู้ยืมพลังงานจากอนาคตมาใช้หล่อเลี้ยงร่างกายให้ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์จากภายนอก แต่ภายในกำลังทำงานล้มเหลว


การติดหล่มวิวัฒนาการเศรษฐกิจ: ทำไมเราถึงข้ามไป S-Curve ใหม่ไม่ได้?

 

การที่สัดส่วนภาคการผลิตหายไป 3.5 % คือ อาการของระบบนิเวศที่ติดอยู่ใน "หุบเหวคู่แห่งความตาย" (Double Death Valleys) ซึ่งเป็นกับดักที่ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการไทยวิวัฒนาการไปสู่ S-Curve ใหม่ได้ (เราเลยมาเห็นวาทกรรมการเถียงกันเรื่อง Data Center หรือ Ai กันนี่แหละ)

หุบเหวแรก: จากรากฐานวิจัย สู่ตลาดจริง (The Commercialization Gap)
งานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยมีเยอะมาก แต่มักจะตายอยู่ในหุบเหวนี้ เราขาดกลไก Deep Tech Venture Capital และขาดตลาดทุนที่กล้ารับความเสี่ยง ผลคือทรัพย์สินทางปัญญา (IP) จำนวนมากถูกทิ้งไว้แค่ระดับต้นแบบ ไม่สามารถสเกลไปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้

หุบเหวที่สอง: จากผู้รับจ้างผลิต สู่เจ้าของเทคโนโลยี (The Industrial Upgrading Gap) เรื่องนี้ผมบอกเลย ว่ามันเจ็บปวดที่สุด ผู้ประกอบการ OEM กลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 ของเรา ปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ลองดูอุตสาหกรรมยานยนต์ เราเคยภูมิใจที่เป็นฐานผลิตเครื่องยนต์สันดาป (ICE) แต่พอคลื่นรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) จากจีนถาโถมเข้ามา พวกเขาไม่ได้มาแค่ตั้งโรงงาน แต่พวกเขาหอบ "ระบบนิเวศ" ของซัพพลายเออร์เข้ามาเองครบวงจร (Inverted Supply Chain) ทำให้ Local Content ของไทยแทบไม่มีความหมาย โรงงานและเครื่องจักรเดิมของเรากำลังจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไร้ค่า (Stranded Assets)

หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เรายังติดอยู่กับการประกอบฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) แบบเดิม ขณะที่เม็ดเงินลงทุนใน Advanced Semiconductors และ AI Hardware ไหลทะลักไปสู่มาเลเซียและเวียดนามที่ระบบนิเวศเอื้อต่อการผลิตขั้นสูงมากกว่า นี่ยังไม่รวมสินค้าพื้นฐานอย่าง เหล็ก ปิโตรเคมี พลาสติก ภายในประเทศที่กำลังถูกสินค้าจีนราคาถูกกลืนกินจนเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน


มีสายพันธุ์ที่ปรับตัวไม่ทันให้เห็นอยู่
 

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกให้บทเรียนที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเทศที่ปล่อยให้ "กล้ามเนื้อภาคการผลิต" ลีบเหลวก่อนเวลาอันควร แล้วหันไปพึ่งพาภาคบริการและการบริโภค

บราซิล และ อาร์เจนตินา คือตัวอย่างคลาสสิก ในช่วงที่สินค้าโภคภัณฑ์รุ่งเรือง รัฐบาลนำเงินมาอัดฉีดสวัสดิการและกระตุ้นการบริโภค ปล่อยค่าเงินแข็งจนทำลายภาคการผลิต พอยุครุ่งโรจน์หมดลง เศรษฐกิจก็เข้าสู่ภาวะชะงักงัน ติดกับดักรายได้ปานกลางแบบถาวร (Path Dependence)

เช่นเดียวกับแอฟริกาใต้ที่ทิ้งภาคการผลิตแล้วกระโดดไปพึ่งพาภาคการเงินและบริการเร็วเกินไป โดยที่ประชากรส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ ผลลัพธ์คืออัตราการว่างงานที่พุ่งทะลุ 30% และความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึก

ในทางกลับกัน ประเทศที่เอาตัวรอดได้และก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางอย่าง เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน พวกเขาไม่เคยปล่อยให้กลไกตลาดตัดสินชะตากรรมแบบตามมีตามเกิด แต่ใช้มาตรการนโยบายอุตสาหกรรมเชิงรุก (Targeted Industrial Policy) บังคับและประคับประคองให้ภาคเอกชน "กลายพันธุ์" จากผู้รับจ้างประกอบ สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีระดับโลก (เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และ แบตเตอรี่)


ผ่าตัดโครงสร้าง ก่อนที่เวลาจะหมดลง

 

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อชี้นิ้วด่าใคร หรือเพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เขียนเพราะนั่งดูตัวเลขแล้วมันนอนไม่หลับ 

ตัวเลขสัดส่วนภาคการผลิตที่ลดลงเหลือ 24.3% ควบคู่กับหนี้ครัวเรือนที่เกิน 90% คือ สัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้าย หากเรายังคงเลือกใช้นโยบาย "ยาแก้ปวด" อย่างการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น หรือการพึ่งพาเพียงการท่องเที่ยว ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential Growth) ของเราจะลดลงต่ำกว่า 2.5% อย่างถาวร

ทางรอดเดียวคือการ "ผ่าตัดระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม" ใหม่ทั้งหมด เราต้องสร้างสะพานข้ามหุบเหว โดยใช้กำลังซื้อของรัฐ (Government Procurement) เป็น Launchpad ร่วมกับกองทุน Strategic Capital เพื่อดัน Deep Tech ให้ข้ามจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

เราต้องรื้อกฎการดึงดูด FDI เลิกให้สิทธิประโยชน์แบบหว่านแห แต่ตั้งเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบังคับสัดส่วน Local Content เพื่อดึงผู้ผลิตไทยให้เข้าไปฝังอยู่ใน Global Value Chain แห่งอนาคตให้ได้ และที่สำคัญที่สุด เราต้องยุติบทบาทการเป็นเพียง "โรงงานรับจ้างประกอบ" แล้วมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

ทศวรรษที่ผ่านมา เราสูญเสียเวลาและขีดความสามารถในการแข่งขันไปมากพอแล้ว หากทศวรรษหน้าเรายังไม่ยอมลงมือทำเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาด สิ่งที่เราจะสูญเสียไป อาจไม่ใช่แค่อันดับในตาราง GDP แต่คือสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศนี้... อย่างที่ไม่มีวันหวนกลับ