นักการศึกษา และคุณครูในหลายประเทศ ต่างแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดกับพัฒนาการของทักษะและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองของนักเรียน เมื่อพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่กำลังใช้ “โมเดลเอไอ” ในการทำการบ้านและเขียนเรียงความ แทนที่จะทำงานเหล่านี้ด้วยตัวเองมากขึ้นทุกที
ผลสำรวจของสำนักงานการศึกษาของนิวซีแลนด์ พบว่า คุณครูเกือบร้อยละ 60 ระบุว่า เอไอกำลังส่งผลกระทบในทางลบต่อความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียน แต่ทั้งคุณครูและนักเรียนต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เอไอสามารถส่งผลดีต่อการเรียนรู้ได้ หากนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาแทนที่จะใช้ให้ทำงานแทนนักเรียนทั้งหมด
นักเรียนชั้นมัธยมปลายในกรุงเวลลิงตันรายหนึ่ง ยอมรับว่า ตั้งแต่มีเอไอ เขาก็พึ่งพามันมากขึ้น จนทำให้แทบไม่มีโอกาสได้คิดด้วยตัวเอง ขณะที่นักเรียนอีกรายหนึ่งบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่พยายามคิดคำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน โรงเรียน หรือการเรียน ก็เริ่มให้ ChatGPT ช่วย และต้องพึ่งพามันมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่การสำรวจของสหภาพการศึกษาแห่งชาติ พบว่า 2 ใน 3 ของคุณครูในอังกฤษสังเกตเห็นว่า นักเรียนที่ใช้เอไอ มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ที่ลดลง นักเรียนเริ่มสูญเสียทักษะพื้นฐานทั้งการคิด ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเขียน หรือแม้กระทั่งทักษะในการสนทนา รวมถึงสูญเสียความสามารถในการสะกดคำ เนื่องจากเทคโนโลยีแปลงเสียงเป็นข้อความเข้ามาทำหน้าที่แทน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาแทรกแซงกระบวนการเขียน จึงไม่ได้เพียงแต่คุกคามทักษะการเขียนของนักเรียนเท่านั้น แต่อาจกระทบต่อ ความสามารถในการคิดโดยรวมของนักเรียนด้วย
โรนัลด์ ที เคลล็อกก์ นักจิตวิทยาด้านการรู้คิดบอกว่า “การเขียน คือ เทคโนโลยีสำหรับการคิด” การเขียนช่วยพัฒนาความสามารถทางความคิดหลายด้าน รวมทั้งการเสริมสร้างความสามารถในการจดจำ ทักษะการวางแผนและควบคุมการทำงานของสมอง ตลอดจนความสามารถในการตระหนักรู้ และสังเกตกระบวนการคิดของตัวเอง
โรนัลด์ บอกว่า การร่างเรียงความหนึ่งชิ้นต้องใช้พลังสมองอย่างมาก และต้องใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อค้นหาคำที่เหมาะสม และจัดเรียงความคิดเป็นลำดับที่จะทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ เมื่อความคิดเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนแล้ว ยังมีขั้นตอนการทบทวนและปรับแก้ ไม่ว่าจะด้วยการอ่านทวนด้วยตัวเองหรือจากการขอความคิดเห็นจากผู้อื่น
เมื่อเรานำเครื่องจักรเข้ามาทำกระบวนการเหล่านั้นแทน เขาบอกว่า นั่นอาจไม่ใช่ “การเขียน” อีกต่อไป และเมื่อไม่ต้องผ่านกระบวนการเขียน เราก็อาจไม่ได้ใช้สมองในแบบเดียวกันด้วย
งานวิจัยของ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT เผยว่า คนที่ใช้ เอไอช่วยขณะเขียนเรียงความ พบว่า มีกิจกรรมทางสมองต่ำกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้เอไอ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขียนงานโดยมีเอไอ ยังจำข้อความจากเรียงความที่เพิ่งสร้างขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย และกิจกรรมทางสมองยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้จะถูกขอให้กลับมาเขียนเรียงความอีกครั้งโดยไม่มี เอไอช่วยก็ตาม
ขณะที่ครูเอง ก็ได้รับผลกระทบจากการที่นักเรียนใช้เอไอทำการบ้านหรือแบบฝึกหัดด้วย เช่นคุณครูซอนยา แมคเอเทียร์ ที่ต้องใช้เวลาตรวจงานเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบว่า งานที่นักเรียนส่งมามีการลอกมาจากเอไอหรือไม่
ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาต่างๆ กำลังพยายามหาวิธีควบคุมการใช้เทคโนโลยีเอไอของนักเรียนและนักศึกษา บางแห่งนำวิธีเขียนเรียงความด้วยดินสอและกระดาษกลับมาใช้ รวมถึงเพิ่มการสอบปากเปล่า ขณะที่บางแห่งห้ามใช้อุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับนักศึกษาปีหนึ่ง และมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่มไอวีลีกก็ยกเลิกธรรมเนียมที่อนุญาตให้นักศึกษาทำข้อสอบและการสอบต่างๆ โดยไม่มีผู้คุมสอบ
ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลด้านการศึกษา กำลังเรียกร้องให้มีการจัดทำกรอบการใช้งานปัญญาประดิษฐ์สำหรับโรงเรียน ขณะที่บางแผนกของโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนใช้เอไอเพื่อวัตถุประสงค์ในการค้นคว้า ขณะที่บางแผนก เช่น แผนกภาษาอังกฤษ ให้นักเรียนลงนามในเอกสารยืนยันว่าจะไม่ใช้เอไอในการทำงาน
ที่นิวซีแลนด์ โรงเรียนและคุณครูต่างเรียกร้องให้มีการจัดทำกรอบระดับชาติในการกำหนดการใช้งานเอไอสำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนอย่างเร่งด่วน โดยการกำหนดกรอบที่ชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใส รวมถึงกำหนดความรับผิดชอบของบริษัทเจ้าของเทคโนโนโลยีเอไอด้วย
ที่มา
Teachers Warn That Students Are Losing the Ability to Think as They Lean on AI for Everything
Students say they're becoming 'dependent' on AI for schoolwork
Pupils in England are losing their thinking skills because of AI, survey suggests