Skip to main content

 

คุณภาพชีวิตของคนที่รับบทบาท “ผู้ดูแล” สมาชิกครอบครัวที่ป่วยซ้ำซ้อน พิการ หรือเป็นผู้สูงอายุ ที่ผ่านมามักไม่ถูกพูดถึงหรือเป็นที่รับรู้มากนัก จนกระทั่งภาระอันหนักหน่วงนี้นำไปสู่โศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าสลด

ภาระอันหนักหน่วงและความกดดันมหาศาลที่ผู้ดูแลต้องแบกรับการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุต่อเนื่องหลายปี นอกจากการเสียสละโอกาสในชีวิตเพื่ออุทิศให้กับการดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ป่วยแล้ว พวกเขายังประสบกับภาวะหมดไฟ การป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่

ความเครียด ความโดดเดี่ยว และการไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าสลด ดังเช่นกรณีตัวอย่างในประเทศสิงคโปร์

ในปี 2022 ความทุกข์ของพ่อคนหนึ่ง ทำให้เขาลงมือสังหารลูกชายฝาแฝดวัย 11 ปี ที่เป็นออทิสติก และพยายามจบชีวิตตัวเองตามไป เพราะเชื่อว่า การปลิดชีวิตลูกชายทั้งสองจะช่วยปลดปล่อยภรรยาของเขาจากภาระการเป็นผู้ดูแลอันหนักอึ้งนี้ได้

อีกคดีหนึ่ง ชายคนหนึ่งต้องดูแลน้องชายวัย 56 ปีที่ป่วยมาเป็นโรคเรื้อรังมาเวลานาน จนวันหนึ่งเขาลงมือบีบคอน้องชายจนเสียชีวิต คดีนี้สะเทือนใจคนที่เป็นผู้ดูแลในสิงคโปร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังต้องรับมือกับภาระการดูแลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางสังคมที่กำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ผลการประเมินทางจิตเวชของเขาที่นำเสนอต่อศาล ระบุว่า เขาเป็นโรคความผิดปกติของการปรับตัว มีภาวะซึมเศร้ารุนแรง อารมณ์แปรปรวน และมีภาวะความเครียดจากการเป็นผู้ดูแล นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์

ผลการศึกษาของสภาบริการสังคมแห่งชาติของสิงคโปร์ในปี 2022 ซึ่งสำรวจคนที่เป็นผู้ดูแลกว่า 4,500 คนทั่วประเทศ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งระบุว่า พวกเขาต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง หรืออยู่ในสภาวะที่แทบรับมือไม่ไหว กับหน้าที่ในการดูแลผู้อื่น และรู้สึกว่าตนเองควบคุมชีวิตได้น้อยลง

ทิม ออย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mindfull Community องค์กรไม่แสวงหากำไรในสิงคโปร์ซึ่งให้การสนับสนุนผู้ดูแล บอกว่า คนที่เป็นผู้ดูแลจำนวนมากยังคงอดทนรับมือกับภาระทุกอย่างอย่างเงียบๆ รวมถึงความทุกข์ใจของพวกเขาเองด้วย ซึ่งมักจะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อสถานการณ์ลุกลามจนถึงจุดที่วิกฤตแล้ว

คาราซี จันทราโมกาน หญิงสิงคโปร์วัย 35 ปี ซึ่งต้องรับภาระดูแลทั้งพ่อที่ป่วยและพี่ชายที่เป็นออทิสติก รวมถึงมารดาที่สูญเสียขาข้างหนึ่งบอกว่า เธอคิดว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่เข้าใจความรู้สึกและเชื่อมโยงกับโศกนาฏกรรมลักษณะนี้ เพราะรู้ดีว่า การเป็นผู้ดูแลทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างมาก และต้องแบกรับภาระหนักเกินกว่าจุดที่ร่างกายและจิตใจจะรับไหวมานานมากแล้ว

เอ็ดการ์ ถัง หนึ่งในผู้ที่ต้องดูแลพ่อแม่ซึ่งเป็นโรคพาร์กินสัน โดยอาการของพ่อทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถเดินได้และต้องใช้รถเข็น ขณะที่แม่มีภาวะความผิดปกติทางจิต

เขาบอกว่า มีหลายครั้งที่เขาแทบจะรับไม่ไหวทั้งเรื่องงานและภาระในการดูแลพ่อแม่ ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจส่งพ่อไปอยู่สถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ทำให้เขารู้สึกผิดและเป็นลูกที่อกตัญญู

ในสังคมเอเชีย ค่านิยมเรื่อง “ความกตัญญูต่อพ่อแม่” เป็นหน้าที่และศีลธรรมของคนเป็นลูกที่มีต่อพ่อแม่ บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเช่นนี้ ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้มองว่าตัวเองเป็น “ผู้ดูแล” ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่มองว่า เป็นสามี ภรรยา ลูก หรือพี่น้องที่กำลังทำในสิ่งที่ควรทำ จนกระทั่งสถานการณ์พัฒนาไปจนถึงจุดที่แบกรับภาระต่อไปไม่ไหวแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เมื่อสิงคโปร์ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด การสนับสนุนผู้ดูแลจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยในปีนี้ สิงคโปร์มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 21 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งข้ามเกณฑ์การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” อย่างเป็นทางการมาแล้ว

มิลลี ซู นักวิชาการจากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ บอกว่า ควรมีการค้นหาผู้ดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

“ใครก็ตามกำลังดูแลผู้ที่มีโรคเรื้อรัง คนคนนั้นถือเป็นกลุ่มเปราะบาง แต่ที่ผ่านมาเรามักมองข้ามเรื่องนี้ เพราะความสนใจส่วนใหญ่เทไปที่การดูแลผู้ป่วย” มิลลีกล่าว

ในช่วงเวลาที่สิงคโปร์ก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด แม้จะมีการเพิ่มมาตรการสนับสนุนผู้ดูแลมากขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคและข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงบริการและการรับรู้ข้อมูล

ภายใต้โครงการ Home Caregiving Grant ผู้ดูแลที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนสูงสุด 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 15,400 บาท ซึ่งสามารถนำไปจ้างผู้ช่วยดูแลหรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งของด้านการดูแลสุขภาพได้ นอกจากนี้ ผู้ดูแลยังสามารถยื่นขอเงินอุดหนุนสำหรับการเข้ารับการอบรมได้อีกด้วย

มิลลีบอกว่า แม้จะมีบริการช่วยเหลือรองรับ แต่ผู้ดูแลจำนวนมากกลับไม่ทราบถึงนโยบายเหล่านี้ หรือรู้สึกว่าบริการต่างๆ เข้าถึงได้ยาก มีผู้ดูแลไม่ถึง 3 ใน 10 ที่ใช้บริการเหล่านี้ เนื่องจากความยุ่งยากของเอกสารและขั้นตอนการยื่นขอเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ และการเข้าพักในสถานดูแลผู้สูงอายุ เธอเรียกร้องให้มีการปรับกระบวนการเหล่านี้ให้ง่ายยิ่งขึ้น

สตีเวน เหยา ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมสวัสดิภาพของผู้ทำหน้าที่ผู้ดูแล บอกว่า นายจ้างควรส่งเสริมสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับคนที่เป็นผู้ดูแล ด้วยการจัดรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและมีความเข้าใจพวกเขามากขึ้น

“ท้ายที่สุดแล้ว ภาระการดูแลไม่ควรตกอยู่บนบ่าของคนเพียงคนเดียว การป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ เราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสังคม” สตีเวนกล่าว


ที่มา
Who cares for Singapore’s carers? Recent deaths highlight urgent need to tackle burnout