Skip to main content

 

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของ มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อหาคำตอบว่า ในบรรดาวัฒนธรรมที่หลากหลายของมนุษยชาติ คนในวัฒนธรรมแบบใดที่มีความ “หลงตัวเอง” มากที่สุด พบสิ่งที่แย้งต่อความเชื่อทั่วไป โดยพบว่า ในวัฒนธรรมที่เป็นแบบสังคมรวมหมู่สูง คนมักมีความหลงตัวเองในระดับมี่สูงกว่าคนในสังคมแบบปัจเจกนิยม

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ทำการศึกษาในหัวข้อ “อิทธิพลของวัฒนธรรมต่อความหลงตัวเองของประชากร” ตีพิมพ์ในวารสาร Self and Identity โดยทีมวิจัยได้รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 45,000 คน จาก 53 ประเทศ

ผลการวิจัยพบว่า ประเทศ 5 อันดับแรกที่มีคะแนนความหลงตัวเองโดยรวมสูงสุด ได้แก่ เยอรมนี อิรัก จีน เนปาล และเกาหลีใต้ ส่วน 5 อันดับประเทศที่มีคะแนนความหลงตัวเองโดยรวมต่ำที่สุด ได้แก่ เซอร์เบีย ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก

ในด้านการแข่งขัน ประเทศ 5 อันดับแรกที่มีคะแนนความหลงตัวเองสูงสุด ได้แก่ เยอรมนี เกาหลีใต้ เนปาล อิรัก และโรมาเนีย ขณะที่ประเทศ 5 อันดับที่มีคะแนนต่ำที่สุด ได้แก่ เซอร์เบีย เม็กซิโก โคลอมเบีย ออสเตรีย และแอฟริกาใต้

ในด้านการได้รับการชื่นชม ประเทศ 5 อันดับแรกที่มีคะแนนความหลงตัวเองสูงสุด ได้แก่ ไนจีเรีย อิรัก จีน เนปาล และตุรกี ส่วนประเทศ 5 อันดับที่มีคะแนนต่ำที่สุด ได้แก่ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ รัสเซีย และสหราชอาณาจักร

มีงานวิจัยเกี่ยวกับความหลงตัวเองก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่า ความหลงตัวเอง เกิดจากมุมมองต่อตนเองที่ยิ่งใหญ่เกินจริงและการมีความรู้สึกว่า ตัวเองมีสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ขณะที่งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ความหลงตัวเองนั้นแตกต่างไปตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น อายุ และเพศ

มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่า สถานะทางสังคมที่สูงกว่าสัมพันธ์กับความหลงตัวเองที่มากกว่า และคนจากประเทศที่มีจีดีพีสูง มักจะมีระดับความหลงตัวเองที่สูงเช่นกัน

แต่ข้อค้นพบของงานวิจัยนี้ กลับแย้งกับงานวิจัยชิ้นก่อนหน้า โดยพบว่า ในสังคมที่มีวัฒนธรรม “ความเป็นสังคมรวมหมู่” ในระดับที่สูง คนในสังคมจะมีความหลงตัวเองสูงกว่า ซึ่งท้าทายต่อมุมมองดั้งเดิมที่ว่า ความหลงตัวเองเป็นผลผลิตของ “วัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยม” ที่ให้คุณค่ากับความสำเร็จส่วนบุคคล และการนำเสนอตัวเอง

ขณะที่ “วัฒนธรรมแบบรวมหมู่” มักถูกมองว่า เป็นสังคมที่เน้นความกลมเกลียวของกลุ่ม และ “การปรับตัว” ให้สอดคล้องกับสังคมมากกว่า “ความสำเร็จของปัจเจก”

แต่ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมแบบรวมหมู่ ก็อาจหล่อหลอมลักษณะความหลงตัวเองได้เช่นกัน ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการที่แตกต่างจากวัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยม

ประการแรก ในวัฒนธรรมแบบรวมหมู่ มักมีลำดับชั้นทางสังคมชัดเจน บุคคลอาจนำเอาลักษณะความหลงตัวเองมาใช้เพื่อให้สามารถดำเนินอยู่ในเครือข่ายทางสังคมที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น และเสริมสร้างสถานะของตนภายในกลุ่ม ในบริบทเช่นนี้ ความหลงตัวเองอาจไม่แสดงออกผ่านการยกย่องตนเองอย่างเปิดเผย แต่ผ่านกลยุทธ์ที่แนบเนียนกว่า ซึ่งมุ่งแสวงหาการยอมรับและการเห็นคุณค่าจากสมาชิกสำคัญในกลุ่ม

ในแง่นี้ ความหลงตัวเองลักษณะดังกล่าว อาจเป็นที่ยอมรับทางสังคมมากกว่า และมีความเป็นปฏิปักษ์น้อยกว่าความหลงตัวเองที่มักพบในวัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยม

ประการที่สอง การให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวทางสังคมในวัฒนธรรมแบบรวมหมู่ อาจทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมแบบหลงตัวเองในลักษณะที่สังคมยอมรับ เช่น บุคคลอาจนำเสนอความสำเร็จ หรือสถานะของตนภายในกลุ่ม เพื่อยกระดับภาพรวมของกลุ่ม ทำให้พฤติกรรมเช่นนั้นดูชอบธรรม สอดคล้องกับงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ในวัฒนธรรมแบบรวมหมู่บางแห่ง สถานะทางสังคมที่ถูกรับรู้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความสามารถในการปฏิบัติตามบรรทัดฐานของกลุ่ม และการมีส่วนร่วมต่อความสำเร็จของกลุ่ม

งานวิจัยพบด้วยว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และสถานะทางสังคมที่ถูกรับรู้ เป็นปัจจัยที่ส่งผลคล้ายคลึงกันทั้งในสังคมแบบปัจเจกนิยมและสังคมแบบรวมกลุ่ม เช่น การลดลงของความหลงตัวเองที่เป็นไปตามอายุ และระดับความหลงตัวเองในผู้ชายที่สูงกว่าผู้หญิง ซึ่งบ่งชี้ว่า ในบางแง่มุมความหลงตัวเองอาจมีลักษณะเป็นสากล

“การศึกษาของเรา ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมในการหล่อหลอมความหลงตัวเอง โดยพบว่า บุคคลจากวัฒนธรรมแบบรวมหมู่มีระดับความหลงตัวเองสูงกว่าคนจากวัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยม ซึ่งท้าทายมุมมองดั้งเดิมที่ว่าความหลงตัวเองเป็นผลผลิตของสังคมแบบปัจเจกนิยมเป็นหลัก และบ่งชี้ว่าความหลงตัวเองอาจขึ้นอยู่กับบริบทมากกว่าที่เคยเข้าใจกัน” รายงานวิจัยระบุ


ที่มา
These Countries Have the Most Narcissists, According to a Global Study
Cultural moderation of demographic differences in narcissism