บริษัท เซ็นทรัล รีเทล ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ของไทย เผยผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยเฉพาะเวชสำอางช่วง ยอดขาย 8 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตมากกว่า 3 เท่า ขณะที่สินค้ากลุ่มวิตามินเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลิตภัณฑ์ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนเติบโตถึง 30% สะท้อนว่า ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและเรื่องความงามมากขึ้น
ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เผยว่า Krungthai COMPASS ประเมินว่า ปี 2569 ตลาดเครื่องสำอางของไทยจะมีมูลค่าราว 1.6 แสนล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 12.9% และกลับมาอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด
ธนวัตรระบุว่า ตลาดที่เติบโตขึ้นย่อมมาพร้อมการแข่งขันและตัวเลือกที่มากขึ้น ทำให้โจทย์ของธุรกิจค้าปลีกสินค้าความงาม ไม่ได้อยู่ที่การมีสินค้าให้เลือกจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค คัดสรรสินค้าที่ตอบโจทย์ และสร้างประสบการณ์ที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น
พักร์วิมล สตะเวทิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการค้าปลีก เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บอกว่า หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญตลอด 8 ปีที่ผ่านมา คือ ผู้บริโภคสินค้าความงามมีความรู้และพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้น จากที่เคยเลือกจากแบรนด์หรือราคา มาให้ความสำคัญกับส่วนประกอบและมองหาผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับราคา
ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงไป พักร์วิมล อธิบายว่า ผู้บริโภคชาวไทยปัจจุบันมักเริ่มจากการค้นหาข้อมูล รีวิว และ KOL บนออนไลน์ ก่อนเข้ามาทดลองผลิตภัณฑ์และรับคำแนะนำเพิ่มเติมที่สาขา โดยตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงเดือนสิงหาคม ผลิตภัณฑ์กลุ่มเวชสำอางเติบโตมากกว่าภาพรวมถึง 3 เท่า โดยที่ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมโดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นเติบโตมากเป็นพิเศษ ส่วนวิตามินยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนเติบโตถึง 30% สะท้อนว่า Beauty & Wellness กำลังขยายจากการดูแลภายนอกไปสู่การดูแลตัวเองแบบองค์รวมมากขึ้น
พักร์วิมลชี้ว่า แบรนด์ผลิตภัณฑ์และสินค้าด้านความงามจากหลากหลายประเทศมีการเติบโตของ โดยเฉพาะ Thai Beauty หรือ T-Beauty ที่เริ่มได้รับการตอบรับที่ดี จากการที่มีความเข้าใจในผู้บริโภคชาวไทย
สำหรับทิศทางผลิตภัณฑ์ด้านความงามในปี 2570 พักร์วิมลเผย 3 เทรนด์สำคัญที่จะยังมีบทบาทต่อเนื่อง ได้แก่ Skinification of Hair จากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลเส้นผมอย่างลงลึกและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะด้านมากขึ้น ตามด้วย Sun Care & Prevention การปกป้องดูแลผิวจากแสงแดด ที่กำลังกลายเป็นพฤติกรรมปรกติในชีวิตประจำวันจากความเข้าใจถึงผลกระทบของรังสียูวีที่เพิ่มขึ้น
สุดท้าย คือ Skinimalism จากการที่ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แก้ปัญหาได้ตรงจุด และช่วยลดขั้นตอนในการดูแลตัวเอง สะท้อนทิศทางของผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์และเลือกผลิตภัณฑ์อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น
พักร์วิมลกล่าวว่า เมื่อจำนวนสินค้าและแบรนด์เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะยิ่งต้องการข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ทั้งการรีวิว ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เพิ่มมากขึ้น