Skip to main content

 

อายุที่มากขึ้น เปลี่ยนคนเราให้กลายเป็น “คนที่ไม่น่ารัก” ขี้บ่น หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายจริงหรือไม่ และทำไมหลายคนจึงกลายมาเป็น “คนแก่ขี้หงุดหงิด” ไปได้?

เซรีน ลี นักจิตบำบัด และผู้ก่อตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ICCT ในสิงคโปร์ อธิบายว่า “อายุที่เพิ่มขึ้น” ไม่ได้เท่ากับ “ความขี้บ่น” โดยอัตโนมัติ และความเข้าใจในแบบเป็นการมองแบบเหมารวม ซึ่งการเป็นคนแก่ขี้บ่นไม่ใช่ปลายทางของชีวิตเสมอไป

เธอบอกว่า สิ่งที่อาจทำให้ผู้สูงอายุกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด คือ อายุที่มากขึ้นไปขยายลักษณะนิสัยเดิมที่มีอยู่ และเปิดเผยสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวของแต่ละคน ที่เป็นผลจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

“เมื่อเราอายุมากขึ้น เรามักจะใส่ใจกับความคิดเห็นของคนอื่นน้อยลง และถ้าใครเคยเป็นคนใจร้อนเล็กน้อยตอนหนุ่มสาว ลักษณะนั้นก็อาจชัดเจนขึ้นในวัยชรา” เซรีนกล่าว

ในทางกลับกันคนที่อบอุ่น มีอารมณ์ขัน และปรับตัวเก่ง มักจะยิ่งดูมั่นคงและมีความสุขมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น

ดร.แอนนาเบล เชา นักจิตวิทยาคลินิกจาก Annabelle Psychology บอกว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากสามารถจัดการอารมณ์ได้ดีพอๆ หรือดีกว่าคนหนุ่มสาวด้วยซ้ำ เพราะมีความสามารถในการเลือกมากขึ้นว่า จะใช้เวลาและพลังงานไปกับเรื่องใด

ความขี้บ่น อาจปรากฏร่วมกับภาวะเครียดสะสม ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล บาดแผลทางใจ ปัญหาการนอน อาการปวด ผลข้างเคียงจากยา หรือการเสื่อมถอยของการรับรู้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ความหงุดหงิดมักเป็นรูปแบบของความทุกข์ใจที่แสดงออกมา เมื่อความเศร้า ความกลัว หรือการสูญเสียยากจะถ่ายทอดเป็นคำพูด หรือเมื่อมีความรู้สึกว่า ความสามารถในการควบคุมชีวิตลดลง

เซรีน บอกว่า ปัญหาสุขภาพที่ไม่ได้รับการดูแล การสูญเสียคนรัก หรือความเป็นอิสระที่ลดลงและไม่ได้รับการแก้ไข ความทุกข์ใจเหล่านั้น อาจแสดงออกมาในรูปของความหงุดหงิดหรืออาการขี้บ่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากความชรา แต่เกิดจากความท้าทายที่คนๆ นั้นกำลังเผชิญ ซึ่งแม้แต่คนมองโลกในแง่ดีก็อาจกลายเป็นคนหงุดหงิดได้ หากต้องเผชิญกับความเจ็บปวด การสูญเสีย หรือความโดดเดี่ยวที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง

“บุคลิกภาพเป็นเหมือนโทนเสียง แต่ประสบการณ์ชีวิต คือ บทละคร ลองคิดว่าบุคลิกภาพ คือ พวงมาลัยรถยนต์ ส่วนเหตุการณ์ชีวิต คือ สภาพถนน ต่อให้เป็นคนขับที่ดี ก็ยังลำบากเมื่อเผชิญถนนที่ขรุขระ” เซรีน กล่าว

ความหงุดหงิดที่เพิ่มขึ้นตามช่วงวัย เช่น การเริ่มบ่นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างการเจอเด็กทารกร้องไห้ การอยู่ในสถานที่ที่มีความแออัด หรือสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ อาจไม่ได้มาจากพื้นเพนิสัย หรือปัญหาด้านสุขภาพ แต่อาจเกิดจาก ผู้สูงอายุรู้สึกว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องอดทนกับสิ่งเหล่านี้โดยการอยู่เงียบๆ อีกต่อไป

“หลังผ่านชีวิตมาหลายสิบปี เรามักรู้สึกว่า เรามีสิทธิ์ที่จะไม่ต้องทนกับเรื่องไร้สาระต่างๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของความขี้บ่นเสมอไป แต่เป็นเรื่องของความอดทนต่อเรื่องไม่จำเป็นที่ลดลง” เซรีนกล่าว

ดร.แอนนาเบล อธิบายว่า เสียงดัง ความแออัด และสิ่งเร้าต่อเนื่องเป็นตัวกระตุ้นระบบประสาท และเมื่อเราอยู่ในสภาพที่เหนื่อย เครียด เจ็บปวด หรือพักผ่อนไม่พอ สมองจะมีความสามารถน้อยลงที่จะกรองสิ่งเหล่านี้ออกไป ซึ่งเป็นขีดจำกัดทางกายภาพของเรา

“ความอดทนของเรามักหดตัวลง ไม่ใช่เพราะเราใส่ใจน้อยลง แต่เพราะขีดจำกัดทางจิตใจและร่างกายลดลง” ดร.แอนนาเบล กล่าว

ขณะที่หลายคนเมื่ออายุมากขึ้น จะลด “การสวมหน้ากากทางสังคม” ลง ไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้มและอดทนเพื่อเลี่ยงความขัดแย้ง ผู้สูงอายุหลายคนจึงพร้อมที่จะแสดงความไม่พอใจเพื่อปกป้องพื้นที่และพลังงานของตน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่กดดันสูงอย่างในสิงคโปร์

ในทางกลับกัน กลับมีผู้สูงอีกมากที่ใช้ชีวิตสบายๆ และดูไม่ทุกข์ร้อนกับอะไร ดร.แอนนาเบล บอกว่า การเป็นคนที่ดูสบายๆ นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเสมอไป

เธอบอกว่า มันคือผลลัพธ์ของการเรียนรู้กับการจัดการอารมณ์ เช่น การปรับกรอบความคิด การมองจากมุมมองของผู้อื่น การมีอารมณ์ขัน และการเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องใด ซึ่งช่วยให้ฟื้นตัวจากความหงุดหงิดในชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

เบรนดา โล นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์จาก Allium Healthcare บอกว่า ทักษะการรับมือที่ดีเหล่านั้นอาจสึกหรอได้ หากต้องเผชิญความยากลำบากเป็นเวลานาน ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของสมอง เช่น หลังโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองเสื่อม ทำให้การควบคุมและการจัดการอารมณ์อาจเปลี่ยนไป ทำให้บุคคลิกของบางคนเปลี่ยนไปจากเดิม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกัน ระบบสาธารณสุขที่ดี และการสนับสนุนทางอารมณ์ จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก่ตัวอย่างมีคุณภาพ

เซรีนบอกว่า ชีวิตยังคงมีเรื่องกระแทกใจได้เสมอ แต่การเริ่มต้นจากกรอบความคิดเชิงบวกช่วยให้การฟื้นตัวทางอารมณ์ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งผลของความคิดเชิงบวก ทำให้เรามุ่งสนใจข้อมูลและความทรงจำในด้านบวกมากกว่าด้านลบ

“ผลของความคิดเชิงบวก เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ลองคิดว่ามันเหมือนบัญชีเงินออม คนที่ลงทุนกับความสัมพันธ์ที่ดีและกลไกรับมือที่ดีมาอย่างสม่ำเสมอ จะมีทุนทางอารมณ์ให้ถอนใช้ได้มากกว่าในบั้นปลาย” เซรีนกล่าว

ในทางกลับกัน คนที่จัดการอารมณ์ได้ยาก คิดวนซ้ำ หรือมีบาดแผลทางใจที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา อาจพบว่า การโฟกัสเรื่องที่เป็นด้านบวกอาจเป็นเรื่องยาก หรือพูดง่ายๆ คือ นิสัยทางอารมณ์ไม่ได้เปลี่ยนฉับพลันเมื่อตอนอายุ 65 ปี แต่มันเป็นการขัดเกลามาจากรูปแบบที่สะสมต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี

เซรีนบอกว่า การฝึกสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและการจัดการอารมณ์ตั้งแต่ในช่วงอายุ 30–50 ปี หมั่นถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไรอยู่” และ “อะไรเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกนี้” คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์และสิ่งเร้าที่มากระตุ้น มองเห็นรูปแบบที่นำไปสู่ความหงุดหงิด

“การกลายเป็นคนแก่ขี้บ่น มักเกิดจากการละเลยการดูแลอารมณ์ของตัวเองมาเป็นเวลานาน แน่นอนว่า การย้ำคิดในเชิงบวกในแต่ละวันสามารถช่วยได้ มีคำถามง่าย ๆ ที่ควรถามตัวเองว่า เรื่องนี้จะยังสำคัญอยู่ไหมในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ถ้าคำตอบคือ ‘ไม่’ ก็หายใจลึกๆ ปล่อยผ่านมันไป แล้วตัวคุณเองในอนาคตจะรู้สึกขอบคุณตัวเอง” เซรีนกล่าว


ที่มา
Are you on your way to becoming a grumpy old person? You don't have to – starting now