Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


​ผมมีโอกาสได้เห็นบทสัมภาษณ์ของ “แคนดิเดต” จากพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ตอบคำถามผู้ดำเนินรายการในประเด็นเรื่อง "นโยบายปราบโกง ทุนเทา" โดยมีการพยายามอธิบายเชื่อมโยงในทำนองว่า ตนเองมาจากสาย Startup ซึ่ง Startup ระดับโลกล้วนทำผิดกฎหมายมาก่อน เพราะกฎหมายตามพวกเขาไม่ทัน

​ในฐานะที่คลุกคลีกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) มานาน ผมมองว่า ประเด็นนี้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง ระหว่างคำว่า "การสร้างสรรค์ที่มาก่อนกาล" (Innovation) กับ "การแสวงหาประโยชน์จากทุนที่ไม่โปร่งใส" (Grey Capital) ซึ่งในทางสากลถือเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้


​1. Disruptive Innovation ไม่เท่ากับ Illegal Practice

 

​ในโลกนวัตกรรม เรามีคำกล่าวว่า "Technology Leads, Regulation Follows" แต่นั่นหมายถึง "Regulatory Lag" หรือ “ความล่าช้าของกฎระเบียบ” ที่ยังไม่มีนิยามรองรับ Business Model ใหม่ๆ เช่น การแบ่งปันทรัพยากร (Sharing Economy) หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล

เป้าหมายของ Startup (อย่างน้อยก็สายดิจิทัล) คือ การสร้างโซลูชันเพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้สังคม โดยมีการระดมทุนที่ตรวจสอบได้ (White Capital) จาก Venture Capital (VC) ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบที่มาของเงิน (Due Diligence) ที่เข้มงวดที่สุดในโลก ดังนั้น การที่กฎหมายตามนวัตกรรมไม่ทัน จึงคนละเรื่องกับการตั้งใจใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ที่มิชอบหรือการฟอกเงิน หรือจงใจจะทำผิดหรือเลี่ยงกฏหมาย


​2. บทเรียนจากโลก: เมื่อคำว่า Startup ถูกใช้พรางตัว

 

​หากเราไม่แยกแยะ “นวัตกรรม” ออกจาก “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” เราจะกลายเป็น “เหยื่อ” ของสิ่งที่เรียกว่า Systemic Fraud ดังเช่นกรณีศึกษาระดับโลก

- ​Theranos กับ "Bad Blood": Elizabeth Holmes อ้างเทคโนโลยี "มาก่อนกาล" เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทางการแพทย์ แต่ท้ายที่สุดมันคือ การหลอกลวง (Fraud) ทั้งในแง่เทคโนโลยีที่ไม่มีจริง และข้อมูลการเงิน Startup ไม่ได้รับ "สิทธิพิเศษ" ให้ละเมิดความปลอดภัยสาธารณะเพียงเพราะคำว่า นวัตกรรม

- ​FTX และความล่มสลายของธรรมาภิบาล: แม้จะเป็นอุตสาหกรรมล้ำสมัยอย่าง Crypto Asset แต่การนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดประเภทและการขาดความโปร่งใส ไม่ใช่นวัตกรรม แต่คือ การทำลายบรรทัดฐานการเงินโลก

​ในทางกลับกัน Uber แม้จะท้าทายกฎหมายเดิม (Strategic Disruption) แต่พวกเขาชัดเจนในแหล่งที่มาของทุน และวิ่งเข้าหาการทำ Regulatory Lobbying เพื่อแก้ไขกฎหมายให้ถูกต้อง (Legalization) ซึ่งต่างจากการพยายามคงความ "เทา" ไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตน


​3. เครื่องมือเชิงนโยบาย: จาก "Gray Area" สู่ "White Economy"

 

​ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย มีเครื่องมือที่รัฐใช้จัดการกับ "นวัตกรรมที่มาก่อนกฎหมาย" อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การปล่อยให้ทำผิดไปเรื่อยๆ

- ​Regulatory Sandbox: พื้นที่ทดลองที่รัฐอนุญาตให้ Startup ทดสอบเทคโนโลยีภายใต้การดูแล (Safe Haven) เพื่อศึกษาผลกระทบก่อนออกกฎหมายจริง

- ​Regulatory Guillotine: การโละกฎระเบียบที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคทิ้ง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างโปร่งใส

​หัวใจสำคัญของการพัฒนาสู่การเป็น Startup Hub ระดับสากล คือ การปรับเปลี่ยนสถานะจาก "พื้นที่ที่กฎระเบียบยังไม่ครอบคลุม" (Regulatory Gap) ให้กลายเป็น "พื้นที่เศรษฐกิจที่โปร่งใสและมีจริยธรรม" โดยอาศัยกลไกของรัฐที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันให้เร็วที่สุด

​เป้าหมาย คือ การยกระดับนวัตกรรมไปสู่ “ความถูกต้อง” ไม่ใช่การเปิดช่องว่างให้ "ทุนที่ไม่โปร่งใส" เข้ามาแฝงตัวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีธุรกิจ หรือใช้คำว่า Startup มาบังหน้าเพื่อเป็นเพียงช่องทางในการ "ฟอกขาว" (White-washing) ซึ่งจะกลายเป็นสารเร่งที่ทำลายความเชื่อมั่นและทำลายรากฐานความมั่งคั่งที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


​4. ทุนเทา (Grey Capital) กับความมั่นคงทางยุทธศาสตร์

 

​โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือการปราบปราม "ทุนเทา" ซึ่งมาจากแหล่งกำเนิดที่ ไม่โปร่งใส (Illicit Flows) เช่น การฟอกเงินหรืออาชญากรรมข้ามชาติ ความคิดสร้างสรรค์ในเศรษฐกิจใหม่ (เช่น Deep Tech  หรือ Space Economy) จะเติบโตได้ก็ต่อเมื่ออยู่บนพื้นฐานของ Rule of Law ที่แข็งแรงเท่านั้น

​หากเรานำตรรกะ Startup ไปสร้างความชอบธรรมให้กับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในมิติของทุนที่มาไม่ชัดเจน หรือเป็นสตาร์ทอัพต้องเลี่ยงกฏหมาย เราจะสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่มีคุณภาพ (High-quality Investors) ทันที
 

การสร้างชาติด้วยนวัตกรรม ต้องเริ่มต้นจากความเชื่อมั่น (Trust) ว่านวัตกรของเราคือ "ผู้ทำลายกฎเดิมเพื่อสิ่งที่ดีกว่า" (Rule Breakers for Betterment) ไม่ใช่ "ผู้เลี่ยงกฎเพื่อประโยชน์ส่วนตน" (Rule Evaders for Self-interest) นวัตกรรมต้องการเสรีภาพในการคิด แต่ระบบเศรษฐกิจต้องการความโปร่งใสในที่มาของทุนครับ