Skip to main content

 

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


ในโลกยุค Post-Digital ที่ AI และ Geopolitics กำลังกำหนดชะตาโลก โจทย์ของประเทศไทยในการเลือกตั้งปี 69 ไม่ใช่แค่เรื่อง "ใครจะได้เป็นนายกฯ" แต่คือเรื่อง "เราจะติดตั้งระบบปฏิบัติการ (OS) แบบไหนให้กับประเทศ" เพื่อให้รอดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่เราติดหล่มมาหลายทศวรรษ

ผมทำงานด้านนวัตกรรมและยุทธศาสตร์อนาคตมานาน ผมค้นพบความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวดแต่ต้องยอมรับว่า  "นวัตกรรม (Innovation) ไม่สามารถงอกงามได้ ในพื้นที่สีเทา"

 

ทำไมแนวคิดเรื่อง "Clean Growth" หรือการเติบโตที่ไม่มีวาระซ่อนเร้น (No Hidden Agenda) ถึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน?

 

1) Trust Economy คือ ค่าเงินใหม่ของโลก: นักลงทุนระดับโลก หรือ Tech Giant ไม่ได้มองแค่ว่า เรามีที่ดินราคาถูกไหม แต่มองว่า "กติกาแฟร์ไหม?" ถ้าประเทศเต็มไปด้วยทุนสีเทา หรือระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) คนเก่งๆ (Talents) และ Startups ดีๆ จะไม่มีวันเกิด เพราะเขาแข่งกับเส้นสายไม่ได้

2) System Efficiency: เราเสียเวลาและทรัพยากรไปมหาศาลกับ "ต้นทุนการคอร์รัปชัน" ถ้าเราสามารถทำ Zero-based Budgeting หรือรื้อระบบงบประมาณใหม่ได้จริง เงินที่เรา "หาไม่เจอ" มาตลอด จะกลายเป็นทุนรอนมหาศาลในการสร้าง S-Curve ใหม่ๆ ให้กับลูกหลานเราได้ทันที โดยไม่ต้องกู้เพิ่ม

3) Future-Ready Structure: การเตรียมพร้อมสู่อนาคต ต้องอาศัยโครงสร้างที่ยืดหยุ่น การกระจายอำนาจ (Decentralization) และการทลายการผูกขาด ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่มันคือ "Economic Necessity" หรือ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของหัวเมืองต่างๆ ให้เป็น Growth Engine ใหม่ของประเทศ แทนที่จะพึ่งพากรุงเทพฯ ที่เดียว

 

ข) ผ่าโครงสร้าง 4 เสาหลัก: จำลอง ครม. และทีมบริหาร เพื่อเปลี่ยน "ระบบ"

 

การที่ พรรคประชาชน - People's Party จัดทัพบริหารโดยมองปัญหาเป็นระบบ (Systems Thinking) และแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม (4 Pillars) ถือเป็น Methodology การบริหารที่น่าสนใจและทันสมัยมาก เป็นการส่งสัญญาณว่าเราพร้อมเปลี่ยนผ่านจาก "นักตรวจสอบ" เป็น "ผู้บริหารประเทศ" โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน:

- กลุ่ม "รื้อ" (โครงสร้างและการเมือง): รับหน้าที่ "ระเบิดภูเขา" ทั้งรัฐธรรมนูญและโครงสร้างราชการ และความมั่นคง เพื่อเปิดทางสะดวกให้การบริหารงานด้านอื่นไม่ติดขัด

- กลุ่ม "รวย" (เศรษฐกิจและปากท้อง): แบกความคาดหวังสูงสุด เพื่อพิสูจน์สมมติฐานใหม่ว่า "เศรษฐกิจโตได้ด้วย Clean growth"

- กลุ่ม "ระบบ" (ราชการและงบประมาณ): หัวใจของการปฏิรูป "ระบบปฏิบัติการ (OS)" ของรัฐ ด้วย Zero-based Budgeting

- กลุ่ม "รากฐาน" (สวัสดิการและการศึกษา): การลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างฐานเสียงที่ยั่งยืน

 

ค) ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์: สิ่งที่ต้อง "เน้น" เพื่อสร้างสมบูรณ์ให้กับโมเดลนี้

 

ในฐานะสมาชิกพรรคและคนทำงานด้านยุทธศาสตร์และนโยบายสาธารณะมานาน ผมมองเห็น "ความท้าทายสำคัญ" (Critical Challenge) ที่เราต้องช่วยกันขบคิด เพื่อให้โมเดล 4 เสาหลักนี้สมบูรณ์แบบและชนะใจประชาชนได้อย่างแท้จริง

เราต้องระวัง "กับดักคนเฝ้าทรัพย์" (The Custodian Trap) สมมติฐานหลักของเราคือ "ความสุจริตคือรากฐานของความเจริญ" ซึ่งถูกต้อง แต่จุดนี้อาจเป็นดาบสองคม เรามีความเป็นเลิศในบทบาท "Custodian" (ผู้รักษาวินัย) ที่เก่งในการรีดไขมันงบประมาณ แต่เราต้องเสริมบทบาท "Creator" (ผู้สร้างสรรค์) เข้าไปให้หนักแน่นขึ้น

เพราะหากเราทำหน้าที่ได้เพียงแค่ตัดงบ (CFO) โดยขาดวิสัยทัศน์ในการสร้าง New Growth Engine (CEO) ที่เป็นรูปธรรม เงินที่ "หามาได้" เหล่านั้น อาจถูกพรรคร่วมรัฐบาลหรือขั้วอำนาจอื่นนำไปใช้ทำนโยบายประชานิยมเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง กลายเป็นภาวะ "หาเงินให้พรรคอื่นทำ" (กรณีที่เป็น รัฐบาลผสม)

โจทย์ที่ต้องตีให้แตกเพื่อก้าวข้าม "ส้นเท้าอคิลลีส" ความท้าทายที่สุดของเราคือความสมดุลระหว่าง Socio-Politics (การเมืองสังคม) กับ Political Economy (เศรษฐศาสตร์การเมือง):

- ปิดช่องว่างเรื่องเวลา (Time-Lag): เราเน้นแก้ที่ต้นตอ (Root Cause) เช่น ทลายทุนผูกขาด การเมืองโปร่งใส ซึ่งดีมากแต่ใช้เวลานาน ในขณะที่ "ความหิว" เกิดขึ้นวันต่อวัน เราจึงต้องมีนโยบาย Quick Wins ที่ทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรอโครงสร้างใหม่เสร็จสมบูรณ์

- ทำให้นามธรรม "กินได้" (Intangibility Gap): เราต้องทำให้คำว่า "ความโปร่งใส" หรือ "ระบบดี" ไม่ใช่แค่มูลค่าทางใจ แต่ต้องแปลงเป็นตัวเลขในบัญชีครัวเรือนให้ได้ เพื่อลบคำครหาว่า "มือสะอาด แต่บริหารแล้วไส้แห้ง"

- เปลี่ยนภาพจำ: ต้องทำให้นักลงทุนเห็นว่า เราไม่ใช่แค่ "นักตรวจสอบ" (Auditor) ที่จ้องจับผิด แต่เราคือ "ผู้สร้างสรรค์โอกาส" ที่จะมาเป็น "ลมใต้ปีก" ให้ภาคธุรกิจเติบโตอย่างเป็นธรรม

 

ง) จาก "นักตรวจสอบ" สู่ "Economic Creator"

 

สำหรับผม การเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดตัดทางประวัติศาสตร์ (Critical Junction)

โจทย์ใหญ่ที่สุดของพวกเราไม่ใช่การพิสูจน์ว่า "ไม่โกง" (เพราะคนเชื่อแล้ว) แต่คือการพิสูจน์ Competency (ความสามารถ) ในการบริหารเศรษฐกิจ เราต้องเร่งเครื่องสลัดภาพลักษณ์ "นักตรวจสอบงบประมาณ" (Auditor) ที่คอยจับผิด มาเป็น "นักสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมม" (Economic & Social Creator)

เราต้องแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้แค่เก่งเรื่องการ "รื้อ" ระบบเก่า แต่เราเชี่ยวชาญเรื่องการ "สร้าง" (Create) แหล่งรายได้ใหม่ๆ จากนวัตกรรมและเศรษฐกิจ ที่สร้างสรรค์ เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า "ความไม่เทา" คือทางลัดสู่ "ความมั่งคั่ง" ได้จริง

ถ้าเราอยากเห็นประเทศไทยที่เป็น Innovative Nation จริงๆ เราอาจต้องกล้าที่จะเปลี่ยน "คนขับ" และ "เครื่องยนต์" ไปพร้อมกัน เลือกทีมที่กล้าพอจะรื้อระบบเก่าที่สนิมเขรอะ และมีความตั้งใจจริงที่จะวางรากฐาน "ความสุจริต" ให้เป็น Infrastructure ที่แข็งแรงที่สุดของชาติ

อนาคตไม่ได้เกิดขึ้นเองครับ แต่มันเกิดจากการตัดสินใจของพวกเราในวันนี้... ว่าจะเลือก "วนลูปเดิม" หรือ "กล้าที่จะเปลี่ยน" เพื่อไปข้างหน้า