Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “เศรษฐกิจอวกาศ” ถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดลไม่กี่แบบ ได้แก่ งานสัญญาจากภาครัฐ การสื่อสารผ่านดาวเทียม และการถ่ายภาพโลกจากอวกาศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ อวกาศไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นพื้นที่สำหรับสำรวจอีกต่อไป หากแต่กำลังถูกตีความใหม่ในฐานะ “พื้นที่การผลิต” ที่มีศักยภาพเชิงอุตสาหกรรมจริง

หนึ่งในแนวโน้มที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้ชัดที่สุดคือ การผลิตยาและสารเคมีในสภาพไร้น้ำหนัก หรือ space-based pharmaceutical manufacturing ซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจฟังดูไกลตัว แต่ในทางเทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์กลับมีตรรกะรองรับค่อนข้างชัดเจน โดยมีบริษัทอย่าง Varda Space Industries เป็นผู้เล่นที่ผลักแนวคิดนี้จากระดับการทดลองไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์


ทำไมอวกาศถึงสำคัญต่อการผลิตยา

 

เหตุผลหลักของการย้ายกระบวนการบางส่วนขึ้นสู่อวกาศอยู่ที่ฟิสิกส์พื้นฐานของแรงโน้มถ่วงบนโลก ในสภาวะปกติ การผลิตและตกผลึกของสารเคมีจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการพาความร้อน การตกตะกอน และแรงลอยตัว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การเติบโตของผลึกไม่สม่ำเสมอ และส่งผลต่อคุณภาพของสารออกฤทธิ์โดยตรง

ในสภาพ microgravity ปรากฏการณ์เหล่านี้ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้โมเลกุลสามารถจัดเรียงตัวและตกผลึกได้เสถียรกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์มองว่า อวกาศอาจช่วยให้ได้โครงสร้างผลึกที่มีความสมบูรณ์สูงกว่า และในบางกรณีอาจนำไปสู่คุณสมบัติของยาที่แตกต่างจากการผลิตบนโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญคือ จุดหมายของการผลิตยาในอวกาศไม่ได้อยู่ที่การ “คิดค้นยาตัวใหม่จากศูนย์” แต่เป็นการปรับปรุงสูตรยา กระบวนการตกผลึก และคุณสมบัติการนำส่งยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่มูลค่าเชิงพาณิชย์สูงและสามารถสร้างความแตกต่างได้จริงในอุตสาหกรรมยา


มูลค่าของยาในอวกาศอยู่ตรงไหน

 

ธุรกิจนี้ไม่เหมาะกับยาทั่วไปที่มีมูลค่าต่อหน่วยต่ำ เพราะต้นทุนการส่งขึ้นสู่วงโคจรยังสูงเกินไป อุตสาหกรรมนี้จึงต้องพึ่งสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะมาก คือ มูลค่าสูง น้ำหนักต่ำ และมีความต้องการเชิงคลินิกชัดเจน

กลุ่มที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่ ยาชีวภาพ ยารักษามะเร็ง และยากลุ่มที่มีความซับซ้อนทางโครงสร้าง เช่น GLP-1 หรือยาที่ต้องการการควบคุมผลึกอย่างละเอียด เพราะหากปรับสูตรได้ดีขึ้นก็อาจช่วยให้

  • ใช้งานง่ายขึ้น
  • เสถียรขึ้น
  • เก็บรักษาได้นานขึ้น
  • เปลี่ยนรูปแบบการให้ยาให้สะดวกขึ้น

ตัวอย่างเชิงแนวคิดคือ ยาที่เดิมต้องให้ผ่านการฉีดเข้าเส้นเลือดในโรงพยาบาล อาจสามารถพัฒนาไปเป็นยาฉีดใต้ผิวหนังที่ผู้ป่วยใช้เองได้ง่ายกว่า ซึ่งถ้าทำได้จริง ความต่างไม่ได้มีแค่ทางเทคนิค แต่รวมถึงผลทางเศรษฐกิจและผลต่อระบบสาธารณสุขด้วย


Varda กำลังทำอะไรที่ต่างจากคนอื่น

 

Varda Space Industries คือหนึ่งในบริษัทที่ทำให้ space pharma ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า “งานวิจัยน่าสนใจ” แต่ค่อยๆ กลายเป็นระบบธุรกิจที่จับต้องได้ บริษัทนี้สร้างตัวเองขึ้นมาบนจุดตัดระหว่างอวกาศ ยา และการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของยาน

จุดเด่นของ Varda ไม่ได้มีแค่การนำการทดลองขึ้นไปอยู่ในวงโคจร แต่คือการออกแบบทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตในสภาพไร้น้ำหนัก การบรรจุผลผลิตกลับมาในแคปซูล ไปจนถึงการนำกลับสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะมันแยกบริษัทออกจากงานวิจัยในสถานีอวกาศแบบเดิมที่มักพึ่งโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องสูง

อีกด้านหนึ่ง Varda ยังพยายามทำให้ยานของตัวเองเป็น dual-use platform กล่าวคือ ใช้ได้ทั้งฝั่งพาณิชย์และฝั่งความมั่นคง ฝั่งหนึ่งคือการผลิตและขนส่งผลิตภัณฑ์ชีวภาพหรือสารเคมีมูลค่าสูง อีกฝั่งคือการใช้ยานกลับสู่โลกเป็นแพลตฟอร์มทดสอบความเร็วเหนือเสียงและการกลับเข้าสู่บรรยากาศ ความสามารถนี้ทำให้โมเดลรายได้ของบริษัทไม่ต้องพึ่งรายได้ทางเดียว

นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่า Varda ไม่ได้เป็นแค่สตาร์ทอัพอวกาศ แต่เป็นผู้เล่นที่กำลังสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานชนิดใหม่” ให้กับเศรษฐกิจอวกาศสมัยต่อไป


โมเดลธุรกิจที่ไม่เหมือนสตาร์ทอัพอวกาศทั่วไป

 

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงลงทุนคือ Varda ไม่ได้เดินเกมแบบบริษัทเทคโนโลยีทั่วไปที่หวังพึ่ง product-market fit แบบเดียวแล้วค่อยขยาย แต่สร้างโครงสร้างรายได้สองชั้น

ชั้นแรก คือ ธุรกิจด้านอวกาศและวิศวกรรมยาน ซึ่งมีต้นทุนสูง ใช้เวลาพัฒนาเยอะ และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาก

ชั้นที่สอง คือ ธุรกิจด้านเภสัชกรรมและการพัฒนาสารออกฤทธิ์ ซึ่งเป็นฝั่งที่สามารถสร้างมูลค่าจากสิทธิบัตร ความร่วมมือทางคลินิก และ royalities ได้ในระยะยาว

การวางแบบนี้ทำให้ต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์ไม่ได้ถูกแบกด้วยความหวังลอยๆ ว่าจะขายยาได้ในอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีรายได้จากการใช้ยานกลับสู่โลกเป็นแพลตฟอร์มทดสอบด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเชิงธุรกิจได้มากกว่าที่หลายคนคิด

พูดอีกแบบหนึ่งคือ บริษัทไม่ได้ขายแค่ “ผลผลิต” แต่ขาย “ระบบ” ที่ทำให้การผลิตนั้นเกิดขึ้นได้จริง นี่คือความต่างที่สำคัญระหว่าง science project กับ industrial platform


มิติของอธิปไตยทางเทคโนโลยี

 

ถ้ามองให้ไกลกว่าเคสของบริษัทเดียว ประเด็นนี้เชื่อมกับคำถามใหญ่เรื่อง sovereign technology หรือ "อธิปไตยทางเทคโนโลยี" โดยตรง เพราะประเทศที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง การเข้าถึงวงโคจร และการนำผลผลิตกลับมาใช้เองได้ ย่อมมีความได้เปรียบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง

ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเปราะบางมากขึ้น การมีขีดความสามารถผลิต API หรือสารออกฤทธิ์คุณภาพสูงในระบบที่ควบคุมได้เอง ย่อมมีนัยสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากภายนอก นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ต่อยอดไปสู่การทดสอบความเร็วสูงหรือการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศยังเชื่อมกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยตรง ซึ่งทำให้ space pharma ไม่ได้อยู่ในหมวดสุขภาพอย่างเดียวอีกต่อไป

นั่นทำให้การลงทุนในภาคนี้มีลักษณะคล้ายการลงทุนใน infrastructure layer มากกว่าการลงทุนใน product company แบบดั้งเดิม เพราะสินทรัพย์ที่สร้างขึ้นไม่ได้มีค่าแค่ในวันนี้ แต่จะสร้างอำนาจต่อรองในอนาคตด้วย


ทำไมเรื่องนี้น่าจับตา

 

ประเด็นสำคัญที่สุดของ space pharma ไม่ใช่ว่า “จะผลิตยาในอวกาศได้หรือไม่” เพราะคำตอบเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่คือ “เมื่อทำได้จริงแล้ว มันจะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยาอย่างไร”

ถ้าการตกผลึกใน microgravity ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าการนำส่งยาสามารถเปลี่ยนจากวิธีที่ยุ่งยากไปสู่วิธีที่สะดวกขึ้น และถ้าต้นทุนการดำเนินงานสามารถลดลงถึงจุดที่คุ้มค่า โมเดลนี้ก็จะไม่ใช่เพียงการทดลองราคาแพง แต่จะกลายเป็นสายการผลิตใหม่ของโลกอุตสาหกรรม

และถ้าไปถึงจุดนั้นจริง อวกาศจะไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับการสำรวจอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain ด้านสุขภาพ เทคโนโลยี และความมั่นคงในระดับโลก