หญิงวัย 70 ปีเศษในในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นรายแรกของออสเตรเลีย ที่ร่างของเธอถูกฝังไปพร้อมกับ “โลงศพ” ที่มีส่วนประกอบจาก “เห็ดรา” ที่สามารถย่อยสลายภายในเวลา 45 วัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน
ดร.ฮันนาห์ โกลด์ นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมจาก มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ของออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้คนในปัจจุบันให้ความสนใจกับการอำลาโลกในแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น
“แนวคิดที่ว่า หลังจากเสียชีวิตแล้ว เราไม่ได้เดินทางขึ้นสู่สวรรค์ แต่กลับคืนสู่ผืนดิน กลายเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความตายและการจากลาที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.ฮันนาห์กล่าว
หญิงชราดังกล่าวชื่อ แคโรลิน เสียชีวิตด้วยวัย 70 ปีเศษ พิธีศพของเธอถูกจัดขึ้นที่สุสานสปริงวูด ท่ามกลางเพื่อนๆ และครอบครัวที่มาบอกลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของเธอถูกบรรจุในโลงศพที่ผลิตจาก “ไมซีเลียม” ซึ่งเป็นโครงข่ายเส้นใยของเชื้อราที่เจริญเติบโตอยู่ใต้ดินหรือบนวัสดุอินทรีย์ ทำหน้าที่ดูดซับสารอาหารและย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ โดยถูกเพาะร่วมกับเส้นใยกัญชงและขึ้นรูปเป็นโลงศพ
โลงศพจากเห็ดรานี้ เป็นผลผลิตของบริษัท Loop Biotech จากเนเธอร์แลนด์ ตัวโลงมีน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม เพาะขึ้นรูปในแม่พิมพ์ภายในห้องที่ควบคุมสภาพอากาศ โดยใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ เมื่อนำไปฝังโลงศพย่อยสลายตามธรรมชาติโดยใช้เวลาราว 45 วัน ในการกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าโลงไม้ที่อาจใช้เวลานานถึง 50 ปีจึงจะย่อยสลายหมด
โดนัลด์ สามีของแคโรลิน บอกว่า การเลือกใช้โลงศพชีวภาพนี้ ให้ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวตนของแคโรลินมาก เพราะเธอเป็นคนที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ และแม้หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว เธอก็ยังสามารถมอบความสมบูรณ์กลับคืนให้กับธรรมชาติได้
“ถ้าจิงโจ้ตัวหนึ่งตายในป่า มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรแห่งชีวิต ร่างกายของเราก็เช่นกัน ต้องการเพียงแค่กลับคืนสู่ธรรมชาติ และปล่อยให้ธรรมชาติทำในสิ่งที่มันทำได้ดีที่สุดมาตลอด” บ็อบ เฮนดริกซ์ ผู้ก่อตั้ง Loop Biotech กล่าว
ดร.ฮันนาห์ บอกว่า เมื่อผู้คนมีความผูกพันกับศาสนาน้อยลง คุณค่าในรูปแบบอื่นๆ หรือการรวมกลุ่มกันในชุมชนก็มีความสำคัญมากขึ้น และหนึ่งในสิ่งที่เห็นก็คือแนวคิดเรื่อง eco-death หรือความตายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน ชาวออสเตรเลียราวร้อยละ 70 ยังคงเลือกการฌาปนกิจในการจัดการกับร่างของคนรักที่เสียชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 125 กิโลกรัม
ปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการจัดการร่างผู้เสียชีวิตมากขึ้น เช่น alkaline hydrolysis ซึ่งเป็นกระบวนการย่อยสลายร่างกายด้วยน้ำและสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นด่างภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง หรือการฝังศพตามธรรมชาติโดยไม่ใช้สารรักษาสภาพศพ ตลอดจนการฝังศพในหลุมตื้น
ดร.ฮันนาห์ เชื่อว่า เมื่อผู้คนอายุยืนยาวขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นที่เสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง ผู้คนจึงมีเวลาคิดมากขึ้น เกี่ยวกับวิธีที่ลาจากโลกนี้ไปในแบบที่พวกเขาต้องการ
ที่มา
Woman laid to rest in coffin made from mushrooms in Australian first