Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีการจัดเวที TH-AI Passport Forum เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการมูลค่า 1,650 ล้านบาท 

ในฐานะคนทำงานในวงการเทคโนโลยีที่ได้รับคำเชิญเข้าร่วม จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ในการเรียบเรียงความคิดและเขียนบทความวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ชิ้นนี้ เพื่อร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงวิชาการที่เป็นกลางและสร้างสรรค์

ประเด็นเชิงกระบวนการที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของโครงการนี้ คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าโครงการได้รับการลงนามสัญญาเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนรายละเอียดใน TOR หรือขอบเขตงานตามสัญญามีข้อจำกัดทางกฎหมายในทางปฏิบัติ 

การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในลักษณะนี้จึงสะท้อนถึงความท้าทายทั่วไปของกระบวนการนโยบายภาครัฐยุคใหม่ ที่ต้องเร่งรัดการดำเนินงานคอมพิวเตอร์และดิจิทัลขนาดใหญ่เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่อีกทางหนึ่งก็อาจเปลี่ยนบทบาทของเวที จากการเป็น "พื้นที่ร่วมออกแบบและกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้นน้ำ (Co-creation Space)" ให้กลายเป็น "พื้นที่สร้างความเข้าใจและการยอมรับเชิงนโยบายร่วมกันในภายหลัง" (Post-facto Stakeholder Alignment) ที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อประเด็นเชิงเทคนิคและการจัดซื้อจัดจ้างได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากภาคส่วนต่างๆ ไปแล้ว สิ่งที่นักยุทธศาสตร์นวัตกรรมและเทคโนโลยีควรถามต่ออย่างเป็นระบบ คือ คำถามเชิงนโยบายระยะยาว

โครงการนี้จะสามารถนำพาประเทศไปสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty) และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศอย่างยั่งยืนได้อย่างไร? และเราจะสร้างความสมดุลระหว่างการนำเข้าเทคโนโลยีพรีเมียมกับการบ่มเพาะศักยภาพของระบบนิเวศนวัตกรรมท้องถิ่นอย่างไร เพื่อความมั่นคงทางดิจิทัลของชาติ?



1. มองจากมุม "นวัตกรรม" (Innovation): นวัตกรรมการกระจายโอกาส หรือโมเดลจัดซื้อสำเร็จรูปที่ฉาบหน้าด้วยหน้ากากแพลตฟอร์ม?


หากประเมินผ่านเลนส์ของการจัดการนวัตกรรมเชิงระบบ (Systemic Innovation Framework) โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นนโยบายที่มุ่งเน้น "การกระจายการเข้าถึงเทคโนโลยีในวงกว้าง" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครื่องมือทันสมัย 

ทว่าหากพิจารณาในแง่ของ "นวัตกรรมเชิงโครงสร้าง" (Structural Innovation) โครงการนี้ยังมีลักษณะเป็น "โมเดลจัดซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำมาแจกจ่าย" (Procurement-for-Distribution Model) โดยนำระบบหน้าต่างส่วนประสานงานคอมพิวเตอร์ระดับพอร์ทัลมาสวมทับในลักษณะ "ส่วนประสานงานระดับหน้าพอร์ทัล" (Platform Veneer) ซึ่งสะท้อนว่าการออกแบบนโยบายในระยะเริ่มต้นยังคงให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการใช้งานเชิงปริมาณ (Utility Optimization) มากกว่าการสร้างศักยภาพเพื่อการพึ่งพาตนเองในระยะยาว

เป็นประเด็นที่น่าวิเคราะห์เปรียบเทียบว่า หากโครงการลักษณะนี้ได้รับการริเริ่มและขับเคลื่อนโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) วิธีการขับเคลื่อนย่อมจะมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถทางวิศวกรรมและโครงสร้างรากฐานการวิจัยท้องถิ่นมากกว่านี้หรือไม่? 

ความทับซ้อนเชิงบทบาทระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวง อว. ในการบริหารนโยบายเทคโนโลยีเกิดใหม่ของประเทศ ถือเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่ผู้เขียนขอละไว้ในฐานะที่เข้าใจตรงกัน

ปรากฏการณ์เชิงระบบของพอร์ทัลหน้ากากตัวนี้


การรวมศูนย์การเข้าถึงโดยไม่ได้สร้างฐานเทคโนโลยีใหม่ (Aggregation without Creation): 


การดึงเอาโมเดลภาษาจากผู้พัฒนาชั้นนำภายนอก (เช่น ChatGPT, Gemini, Claude, Llama รวมถึง Typhoon ของไทย) มารวมไว้ในหน้าใช้งานเดียว เป็นงานอำนวยความสะดวกเชิงระบบระดับการใช้งาน (Application Layer) แต่ยังไม่นับเป็นการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน (New Foundation Technology Capabilities) ในประเทศ

กลไกการจัดสรรสิทธิ์ตามระเบียบภาครัฐ (Administrative Resource Allocation): การยืนยันสิทธิ์ผ่าน "ThaiD" และการจัดการโควตาเครดิต ถือเป็นการนำกระบวนการควบคุมอุปสงค์ (Demand-side Control) ตามระบบราชการเดิมมาประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมความเสี่ยงทางการคลัง แต่อาจยังขาดมิติของการออกแบบเพื่อสร้างพลวัตและการส่งต่อมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจใหม่ๆ
 


กระบวนการเรียนรู้เชิงรับที่ขาดการประยุกต์ใช้จริง (Passive Upskilling): 
 

การสะสมเครดิตผ่านการรับชมวิดีโอเป็นแนวทางส่งผ่านความรู้เชิงรับ (Passive Learning) ที่เอื้อให้เก็บสถิติเชิงปริมาณได้สะดวก แต่อาจเป็นไปได้ยากในการเปลี่ยนสถานะของผู้เรียนจาก "ผู้บริโภค" ไปสู่ "ผู้ร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม" (Co-creators)

การลงทุนงบประมาณ 1,650 ล้านบาทนี้ จึงมีลักษณะเป็นโมเดลผู้จัดหาและกระจายสิทธิ์การใช้งานเชิงพาณิชย์ (Commercial License Distributor) ที่อุดหนุนฝั่งผู้ใช้เพื่อทดลองเสพผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูง แต่ยังขาดตัวเชื่อมที่ชัดเจนในการผลักดันให้เกิดพลวัตในอุตสาหกรรมนวัตกรรมและกลุ่มสตาร์ทอัพเทคโนโลยีไทยอย่างรอบด้าน (Consumption Subsidy over Production Capabilities)



2. ความท้าทายเชิงนโยบาย: รอยต่อเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างโครงการกับแผน AI ระดับชาติ และระบบนิเวศ "AI for Thai"



การกำหนดทิศทางนโยบายของโครงการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงภาวะ "นโยบายแยกส่วนและรอยต่อการบูรณาการเชิงลึกระหว่างหน่วยงาน" (Policy Fragmentation) ใน 3 มิติเชิงประจักษ์

มิติที่ 1: รอยต่อในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างขีดความสามารถของท้องถิ่น (Local Capability Building) บนแพลตฟอร์ม "AI for Thai"

ประเทศไทยมีแพลตฟอร์ม AI for Thai ภายใต้การดูแลของ NECTEC (สวทช.) ซึ่งทำหน้าที่สะสมองค์ความรู้ บริการ และชุดข้อมูลภาษาไทยเพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยระดับรากฐานมาอย่างยาวนาน

รอยร้าวทางยุทธศาสตร์: 

แทนที่งบประมาณ 1,650 ล้านบาทจะถูกนำไปร่วมต่อยอดในโครงสร้างพื้นฐานระดับรากฐาน (Foundation Layer) ของประเทศ เพื่อสนับสนุนและบ่มเพาะระบบนิเวศผู้ให้บริการเทคโนโลยีสัญชาติไทย สตาร์ทอัพ และนักวิจัยท้องถิ่น (รวมถึงกลุ่มผู้สร้างโมเดล Typhoon) ให้มีความแข็งแกร่งและพร้อมรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ระยะยาว โครงการนี้กลับทำงานในลักษณะแยกส่วน (Standalone Silo) ที่เน้นการนำเข้าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้โอกาสเกิดการส่งต่อทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง (Technological Spillover) แก่คนทำงานในประเทศลดน้อยลง

ข้อจำกัดเชิงนโยบายด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม (PPI): 

การไม่นำทุนสาธารณะไปพัฒนาสินทรัพย์และบริการที่ภาครัฐและมหาวิทยาลัยร่วมกันสะสมมา สะท้อนถึงจุดบอดด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมภาครัฐที่ยังขาดการนำเครื่องมือ "การจัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรมภาครัฐ" (Public Procurement for Innovation: PPI) ซึ่งเป็นแนวทางสากลมาใช้เพื่อสร้างตลาดเริ่มต้น (Lead Market) และจ้างงานนวัตกรไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

ความทับซ้อนและการกีดกันบริษัทนวัตกรรมไทย: หลักเกณฑ์ใน TOR ที่กำหนดไว้อย่างแข็งตัว (เช่น ขนาดทุนจดทะเบียนสูงและสัญญาผลงานย้อนหลังขนาดใหญ่) ได้กลายเป็นกำแพงเชิงเทคนิคที่ปิดกั้นโอกาสของกลุ่มผู้เล่นไอทีขนาดกลางและสตาร์ทอัพไทย (Agile Local Tech Firms) ส่งผลให้งบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศโดยตรงเพื่อจ่ายค่าสิทธิ์ใช้งานแก่บริษัทข้ามชาติ

มิติที่ 2: ช่องว่างเชิงนโยบายในการเชื่อมโยง "เทคโนโลยีขั้นสูง" เข้าสู่ "วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพจริงของประชาชน"

ประวัติศาสตร์นโยบายเทคโนโลยีของไทยมักเผชิญภาวะ "ความแปลกแยกเชิงนโยบายจากประชาชน" (Policy Alienation) คือ โครงการพัฒนามักจำกัดอยู่ในหอคอยงาช้างของเทคโนแครตและนักวิจัย โดยขาดมิติการแปลผลลัพธ์เป็นผลิตภาพที่สัมผัสได้จริงในเชิงเศรษฐกิจฐานราก

โครงการ TH-AI Passport ที่ตั้งเป้าหมายเข้าถึงคน 5 ล้านคน ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อมเชิงนโยบาย" (Socio-technical Bridge) ทว่ากลับมีจุดจำกัดในการออกแบบยุทธศาสตร์รองรับ

การขาดตัวเชื่อมต่อเข้าสู่บริบทการผลิตจริง (Decontextualized Technology Model): 

การแจกสิทธิ์ระดับ Pro แบบปูพรมโดยไร้กลไกสร้างโจทย์เชิงลึกร่วมกับวิสาหกิจชุมชน คุณครูท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นการทำงานบนสมมติฐานว่าเทคโนโลยีจะสร้างผลิตภาพได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งขัดแย้งกับหลักทฤษฎี "การเรียนรู้เชิงสังคมและเทคโนโลยี" (Socio-technical Learning) ที่ชี้ว่านวัตกรรมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีได้รับการจัดวางและหยั่งรากลงในวิถีการทำมาหากินและการปฏิบัติจริงของผู้ใช้งานเท่านั้น

สภาวะการแย่งชิงทรัพยากร (Crowding Out Effect) ต่อแผนปฏิบัติการ AI ระดับชาติ (พ.ศ. 2565-2570): 

เม็ดเงิน 1,650 ล้านบาทนี้เป็นตัวเลขที่สูงกว่างบประมาณรวมเพื่อการวิจัยและพัฒนา AI ของแผนชาติในหลายปีรวมกัน การเททรัพยากรเกือบทั้งหมดไปที่ "ปลายน้ำ" (Consumer Layer) เพื่อพึ่งพาเครื่องมือต่างประเทศ (Buy Model) ส่งผลให้อุปทานงบประมาณที่จะหมุนเวียนไปสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับ "ต้นน้ำและกลางน้ำ" (Core R&D & Sovereign Infrastructure) ซึ่งเป็นความหวังในการพึ่งพาตนเองในอนาคต ต้องถูกเบียดบังไปในทางปฏิบัติ

มิติที่ 3: ความท้าทายด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล และข้อผูกพันทางการคลังระยะยาว

มิตินี้ตั้งประเด็นวิเคราะห์ไปที่เสถียรภาพทางการเงินการคลังระยะยาว และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีของไทยภายใต้ปรากฏการณ์เชิงยุทธศาสตร์

ข้อจำกัดเรื่อง Path Dependency และกระบวนทัศน์การบริโภคเชิงรับ (Socio-Cognitive Lock-in): 

ในทางเศรษฐศาสตร์วิวัฒนาการ เมื่อแรงงาน 5 ล้านคนเสพติดและบูรณาการกระบวนการทำงานเข้ากับโครงสร้างและลิขสิทธิ์ระดับพรีเมียมของบิ๊กเทคต่างชาติเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม พวกเขาจะมีต้นทุนการย้ายค่าย (Switching Cost) ที่สูงลิ่ว และยากที่จะปรับเปลี่ยนมาพึ่งพิงระบบหรือแพลตฟอร์มภายในประเทศที่รัฐไม่ได้ร่วมลงทุนบ่มเพาะตั้งแต่ต้นน้ำ

ความเสี่ยงต่อภาวะพึ่งพิงงบประมาณคอมพิวเตอร์และข้อผูกพันคลังระยะยาว (Subscription Dependency & Fiscal Lock-in): 

ทันทีที่โครงการครบสัญญา 1 ปี ประเทศไทยจะพบกับ "หน้าผาดิจิทัล" (The Digital Cliff) หากรัฐบาลยุติโครงการ ย่อมเกิดสภาวะชะงักงันของกระบวนการทำงานและทักษะที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นแรงเสียดทานทางการเมือง แต่หากเดินหน้าโครงการต่อ รัฐจำเป็นต้องจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณต่อเนื่องปีละหลายพันล้านบาทเพื่อจ่ายค่าเช่าสิทธิ์ใช้งานออกต่างประเทศ โดยที่อำนาจในการกำหนดราคาลิขสิทธิ์อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งสวนทางกับแนวคิดการสร้างความมั่นคงและอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ

ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการสูญเสียอธิปไตยทางข้อมูล (Data & Geopolitical Sovereignty): 

การฝากผลิตภาพแรงงานของข้าราชการ ครู และระบบราชการไทยไว้กับระบบบริการคลาวด์และสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ของต่างชาติอย่างสิ้นเชิง มีความเปราะบางสูงหากเกิดสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานนโยบายความปลอดภัยทางข้อมูล หรือการจำกัดโควตาการให้บริการ โดยที่ไทยไม่มีระบบสำรอง (Redundancy System) ที่เสถียรในประเทศคอยรองรับเลย
 


3. มองจากมุม "AI Literacy" และความพร้อมระดับชาติ: เมื่อโครงสร้างการเรียนรู้เผชิญข้อจำกัดในไซโลราชการ
 


กรอบหลักสูตรอิงแนวทางของ UNESCO 4 มิติ ถือเป็น "จุดแข็งเชิงทฤษฎี" ที่มีระบบระเบียบและเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับรอยร้าวเชิงสถาบันในหัวข้อแรก การดำเนินกิจกรรมกลับเผชิญข้อจำกัดเชิงปฏิบัติตามแนวคิดการทำงานแบบไซโลภาครัฐ

การพึ่งพิงองค์ความรู้จากผู้พัฒนาต่างประเทศ (Vendor-Driven Literacy): 

ตามหลักเกณฑ์ข้อ 4.2.3.9 การนำเข้าหลักสูตรมาตรฐานสำเร็จรูปจากบิ๊กเทคข้ามชาติเป็นส่วนหนึ่งของระบบ แม้จะได้มาตรฐานสากลแต่เป็นการสอนลักษณะวิธีใช้งานเครื่องมือสำเร็จรูป (Product-specific Training) มากกว่าการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณและระบบคอมพิวเตอร์เชิงลึก (Computational & Systemic Thinking) ส่งผลให้ทักษะที่ประชาชนได้รับจำกัดอยู่ที่ระดับผู้ใช้เชิงรับ มากกว่าผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม

สูญญากาศการประสานงานแบบข้ามกระทรวง (Multi-Ministerial Integration Vacuum) และความเสี่ยงของพฤติกรรมการเรียนผิวเผิน: 

การขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลขนาดใหญ่นี้ถูกผูกขาดภายใต้กระบวนทัศน์เชิงพาณิชย์และกระทรวงดีอีเป็นหลัก โดยขาดเอกภาพและการร่วมออกแบบนโยบายอย่างบูรณาการกับกระทรวงยุทธศาสตร์ผู้คุมฐานประชากรเป้าหมายในชีวิตจริง

กระทรวงศึกษาธิการ: ขาดตัวเชื่อมโยงหลักสูตรเข้ากับ "การเรียนรู้ผ่านการแก้โจทย์จริงเชิงพื้นที่" (Contextualized Challenge-based Learning) ที่ส่งเสริมให้คุณครูและบุคลากรทางการศึกษาส่งโครงงานเฉพาะถิ่น (Capstone Project) เพื่อนำ AI ไปลดความเลื่อมล้ำในการเรียนการสอนในโรงเรียนห่างไกล แทนที่จะเป็นเพียงหลักสูตรวิดีโอคลิกผ่านแบบผิวเผินเพื่อสะสมคะแนนแลกสิทธิ์

กระทรวงแรงงาน: ขาดการจัดสัดส่วนและออกแบบทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการจริงและสายงานใหม่ของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Industry-specific Job Roles) เพื่อยกระดับแรงงานที่เผชิญความเสี่ยงจากการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Technological Unemployment)

กระทรวงมหาดไทย: ขาดการประสานงานเพื่อส่งเสริมให้ SME และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำโควตาเครดิตพรีเมียมไปประยุกต์ใช้ในการแก้โจทย์ลดต้นทุนการประมวลผลกระบวนการทำงาน การจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่จริง

เมื่อกระบวนการขาดเอกภาพและการทำงานประสานพลังข้ามพหุกระทรวง กลไกจูงใจเช่น "Learn to Earn" จึงเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิด "การเรียนรู้เชิงยุทธวิธีแบบผิวเผิน" (Strategic Surface Learning) ที่เน้นการดูวิดีโอเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ประเมินเบื้องต้น แต่ขาดตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมในการผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจริงในระบบเศรษฐกิจ



4. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างและการวัดผล: สู่ทิศทางนโยบายทางเลือกเพื่อความยั่งยืน
 


เพื่อยกระดับโครงการให้มีความเป็นกลาง โปร่งใส และสร้างผลประโยชน์ต่อระบบนิเวศเทคโนโลยีของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจำต้องมุ่งเป้าไปที่เกณฑ์การดำเนินงานและการวัดผลสัมฤทธิ์จริง
 


4.1 ขอบเขตการคัดเลือกผู้รับจ้างกับข้อจำกัดในการยกระดับบริษัทนวัตกรรมไทย
 

ข้อจำกัดเชิงเทคนิค e-GP: เกณฑ์คัดเลือกผู้เสนอราคาที่มีเงื่อนไขแข็งตัว (เช่น ทุนจดทะเบียนสูงและสัญญาผลงานขนาดใหญ่) กลายเป็นอุปสรรคเชิงระบบที่กรองบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางและสตาร์ทอัพไทย (Agile Local Tech Firms) ออกจากการเป็นคู่สัญญาหลักโดยปริยาย

ความเสี่ยงต่อการแปรสภาพสู่ตัวแทนจำหน่าย: การบังคับให้มีหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายจากค่ายต่างประเทศ ทำให้คู่สัญญาหลักที่ผ่านเกณฑ์ประมูลมีบทบาทเป็นเพียงตัวกลางในการบริหารสัญญา (Resellers/Brokerage Layer) ไม่ใช่นวัตกรผู้คิดค้นเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสเชิงโครงสร้างในการใช้เครื่องมือการจัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรมภาครัฐ (PPI) เพื่อเพาะพันธุ์ผู้เล่นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทย
 


4.2 ความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณส่วนประกอบและกิจกรรม


การให้น้ำหนักงบกิจกรรมและการประชาสัมพันธ์: งบประมาณก้อนใหญ่ที่จัดสรรไปในส่วนกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ โฆษณานอกบ้าน (Digital OOH) และกิจกรรม Bootcamp/Competition ขนาดใหญ่หลายครั้ง ควรได้รับการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลสัมฤทธิ์อย่างโปร่งใส เพื่อประเมินความคุ้มค่า (Value for Money) และหลีกเลี่ยงกระบวนทัศน์การทำตลาดเชิงนโยบาย (Policy Marketing) ที่เน้นเฉพาะตัวชี้วัดความสำเร็จหลอกตา (Vanity Metrics) เช่น จำนวนผู้ลงทะเบียน โดยขาดข้อมูลยืนยันผลกระทบเชิงบวกต่อรายได้และชีวิตจริงของประชากร
 


4.3 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: กลไกไฮบริด "Build-and-Buy" เพื่อบ่มเพาะศักยภาพของประเทศในระยะยาว


ผู้เขียนเห็นพ้องว่าการกระจายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือทันสมัยเป็นเรื่องที่ดี ทว่าในขั้นตอนการวางยุทธศาสตร์ นโยบายควรถูกพัฒนาให้อยู่ในกระบวนทัศน์แบบผสมผสาน (Hybrid Strategy) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีไทย

การแบ่งสัดส่วนงบประมาณเชิงรุกแบบ 50:50

จัดสรรงบประมาณร้อยละ 50 (825 ล้านบาท) เพื่อจัดหาบัญชีพรีเมียมต่างประเทศที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อความเร็วและประสิทธิภาพการใช้งานในระยะสั้น ขณะเดียวกัน จัดสรรงบประมาณอีกร้อยละ 50 (825 ล้านบาท) กลับมาทำหน้าที่เป็นตลาดนำและแรงจูงใจ (Demand-side Support) เพื่อเพาะพันธุ์และบ่มเพาะศักยภาพนวัตกรรมในประเทศ (Build Model)

การจ้างงานกลุ่มสตาร์ทอัพ สถาบันการศึกษา และต่อยอดทรัพยากรไทย

นำงบประมาณส่วน Build มาใช้จัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้สตาร์ทอัพไทยและสถาบันวิจัยมีโอกาสเข้ามาร่วมพัฒนา เชื่อมต่อ และปรับแต่งโมเดลภาษาไทย (เช่น ค่าย Typhoon) รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับโครงสร้างระบบบริการเดิมที่มีอยู่แล้วอย่าง AI for Thai ของ NECTEC ให้มีความเสถียรและพร้อมใช้ในอุตสาหกรรมจริง เพื่อตกผลึกเป็น "สินทรัพย์ถาวรทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์" (Digital Sovereignty Assets) ของประเทศหลังจากสิ้นสุดโครงการ


อย่าให้ "หนังสือเดินทาง AI" ของเรา เป็นเพียงการนั่งรถของคนอื่น


การวิเคราะห์โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาทนี้ ไม่ใช่การขัดขวางความตั้งใจของรัฐบาลที่จะกระจายโอกาสในการลดความเหลื่อมล้ำและเร่งสร้างความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ให้แก่คนไทย 5 ล้านคน ทว่าประเด็นที่ทุกฝ่ายในวงการจำเป็นต้องแสดงจุดยืนและท้วงถามอย่างตรงไปตรงมา คือ "ความลักลั่นในการออกแบบยุทธศาสตร์เชิงระบบ" ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมกระบวนทัศน์การบริโภคเทคโนโลยีภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามการเตรียมพร้อมและลงทุนพัฒนาขีดความสามารถการพึ่งพาตนเองของประเทศในระยะยาว

โครงการนี้เปรียบเสมือนการนำเงินภาษีของประชาชนไป “ซื้อตั๋วโดยสารราคาแพงพิเศษ” เพื่อให้คนไทยได้ร่วมเดินทางไปกับรถยนต์คันหรูของผู้อื่น ทว่าทันทีที่หมดกำหนดเวลา 1 ปี รถยนต์คันนั้นจะยึดรหัสกุญแจคืนและจอดพักปล่อยพวกเราทิ้งไว้ที่ขอบหน้าผาดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่เราไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการวางระบบโครงสร้างสถาปัตยกรรม การสร้าง หรือการประกอบพาหนะของเราเองเลยแม้แต่น้อย
 

หมายเหตุ: บทวิเคราะห์และข้อเสนอทางยุทธศาสตร์นี้ เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ก่อนวันจัดงาน รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport Forum 1 วัน