ไทเลอร์ แจกต์ อาจารย์มหาวิทยาลัยด้านวรรณกรรมและการเขียนในสหรัฐ เขียนบทความลงในวารสารการศึกษา The Chronicle of Higher Education เผยถึงสิ่งที่น่าตกใจในชั้นเรียนว่า ไม่มีนักศึกษาของเขาแม้คนเดียวที่สามารถอ่านบทความความยาว 20 หน้าได้จบ เมื่อเทียบกับนักศึกษาปริญญาตรีเมื่อสิบปีก่อน พวกเขาจะทำได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เหนือบ่ากว่าแรงใดๆ
ไทเลอร์เล่าว่า มีนักศึกษาคนหนึ่งยอมรับว่า สาเหตุที่อ่านไม่จบ เพราะอ่านไปแล้วก็ลืมว่า บทความกำลังพูดถึงเรื่องอะไร และดูเหมือนว่า มีนักศึกษาอีกหลายคนที่กำลังเผชิญกับภาวะแบบนี้
ผลการประเมินทักษะการอ่านปี 2024 ของโครงการประเมินความก้าวหน้าด้านการศึกษาของสหรัฐ พบว่า คะแนนการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปลายปีสุดท้ายอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการประเมินมาในปี 1992โดยที่เกือบ 1ใน 3 ของนักเรียนชั้นปีสุดท้ายมีคะแนนการอ่านต่ำกว่าระดับ “พื้นฐาน” ซึ่งหมายความว่า นักเรียนเหล่านี้ไม่สามารถสรุปข้อสรุปจากแนวคิดที่นำเสนอในบทความได้
ขณะที่ มูลนิธิแอนนี อี.แคสซี เผยว่า มีเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 ในสหรัฐถึงร้อยละ 70 หรือประมาณ 2 ล้านคน ที่ไม่สามารถอ่านได้ในระดับที่เหมาะสมกับวัย
ไทเลอร์บอกว่า การที่นักศึกษาเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยโดยที่แทบไม่มีความสามารถในการอ่าน เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการแพร่หลายอย่างรวดเร็วของเครื่องมือเอไอ
สอดคล้องกับบทความของ อเล็กซ์ บาริเอนทอส คอลัมนิสต์ของ Gadget Review ที่ระบุว่า นักวิจัยด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาในแคนาดาเผยว่า นักศึกษาที่เข้าศึกษาใหม่จำนวนมากขาดทักษะการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ซึ่งถือเป็นทักษะพื้นฐานที่คาดหวังได้จากผู้เรียนระดับมหาวิทยาลัย
ขณะที่นิตยสาร Psychology Today ระบุว่า นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการอ่านมักไม่สามารถเข้าใจแนวคิดที่ซับซ้อน หรือรักษาสมาธิในการอ่านเชิงลึกได้เป็นเวลานาน
ไทเลอร์บอกว่า นักศึกษาจำนวนมากมองเอไอเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น ใช้สรุปบทความยาวๆ ที่พวกเขาไม่เข้าใจ หรือพึ่งพาคำตอบที่รวดเร็วของเอไอในการทำงานให้เสร็จทันเวลา
ขณะเดียวกัน ก็มีนักศึกษาอีกจำนวนไม่น้อยที่ใช้เอไอเขียนเรียงความทั้งชิ้น หรือแก้โจทย์คณิตศาสตร์แทน ซึ่งไทเลอร์มองว่า นั่นคือ การโกง ผลก็คือ นักศึกษาไม่สามารถหยิบยกข้อความจากเรียงความของตัวเองขึ้นมาได้เลยแม้แต่ข้อความเดียว
สิ่งที่แย่ไปกว่านั้น ไทเลอร์บอกว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งทำความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อเปิดให้นักศึกษาเข้าถึงโมเดลเอไอรุ่นใหม่ๆ ได้โดยตรง ยิ่งทำให้การใช้งานเอไอในห้องเรียนได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการและแพร่หลายรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่อาจารย์แต่ละคน ต้องหาทางรับมือกับผลกระทบเหล่านี้ด้วยตัวเอง
มีงานวิจัยจาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ที่พบว่า ผู้ที่ใช้ ChatGPT ระหว่างทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เช่น การเขียนเรียงความ มีการทำงานของสมองในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ต่ำกว่าคนที่ใช้ Google ในการค้นหาข้อมูล หรือแม้แต่คนที่ไม่ค้นหาข้อมูลเลยก็ตาม
งานวิจัยยังพบที่น่ากังวลกว่านั้น เมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองถูกขอให้เขียนงานโดยไม่ใช้เอไอ พบว่า กิจกรรมของสมองของพวกเขา ไม่ได้กลับคืนมาสู่ระดับที่เป็นปกติอย่างที่ควจะเป็น
“เส้นทางการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่รองรับสมาธิระยะยาว ถูกสร้างขึ้นจากการใช้งาน และจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงหากไม่ได้ใช้งาน โดยที่ร่างกายของเราทำงานภายใต้หลัก 'ถ้าไม่ใช้งานก็จะสูญเสียมันไป' แม้แต่สมองของเราก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น” ไทเลอร์ระบุ
ไทเลอร์บอกว่า การโยนความยากลำบากในการเรียนไปให้เอไอแชตบอตจัดการแทน ไม่ได้ช่วยให้นักศึกษามีเวลาไปทำงานในระดับสูงขึ้นอย่างที่หลายคนชอบอ้าง แต่มันกำลังพรากโอกาสในการสร้างความแข็งแกร่งทางความคิด ที่จำเป็นต่อการทำงานทางสติปัญญาของมนุษย์ที่ซับซ้อนทุกประเภทออกไป
ไทเลอร์ระบุว่า วิกฤตการอ่านเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษา แต่สถาบันต่างๆ กลับปล่อยให้เป็นภาระส่วนบุคคลของอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์พาร์ตไทม์ ขณะที่อเล็กซ์เผยว่า บรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างต้องปรับเปลี่ยนรายวิชาใหม่ เพื่อให้นักศึกษาอ่านบทความที่สั้นลง หรือจัดเตรียมคำอธิบายและแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมในเนื้อหาที่นักศึกษารุ่นก่อนๆ เคยสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง
อเล็กซ์บอกว่า ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลการเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่จะส่งผลถึงชีวิตการทำงานด้วย เพราะการทำงานในยุคใหม่ต้องการพนักงานที่สามารถสังเคราะห์ข้อมูลจากรายงานขนาดยาว ทักษะการวิเคราะห์เอกสารที่ซับซ้อน และความสามารถในการใช้วิจารณญาณกับข้อมูลที่มีรายละเอียดจำนวนมากได้
เขาบอกว่า ทางออกจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการสอนให้นักศึกษารู้ว่า เมื่อใดควรใช้เครื่องมือเอไอ และเมื่อใดควรเผชิญหน้ากับเนื้อหาที่ยากด้วยตัวเอง
อเล็กซ์บอกว่า ท้ายที่สุดแล้ว อุดมศึกษากำลังเผชิญกับทางแยกที่สำคัญ คือ การปรับตัวให้สอดคล้องกับศักยภาพของนักศึกษาในปัจจุบัน หรือจะพยายามฟื้นฟูความสามารถในการอ่านซึ่งเป็นทักษะของมนุษย์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเป็นรากฐานสำคัญของการคิดที่ซับซ้อนและลุ่มลึก
ที่มา
College Students Are Losing the Ability to Read
College Students Are Rapidly Losing the Ability to Read